คิมหันต์รัญจวน ตอนที่ 1
posted on 02 May 2008 00:37 by virginterritory in MidsummerdreamloveStory by: ฉันทนา บุญยิ่ง
“เขาเหมือนสายลมยะเยือกของฤดูหนาว
อยู่กับเขาฉันไม่ทุกข์ร้อน
แต่มันกลับเหงา และทำให้ใจฉันด้านชา”
หน้าแล้วหน้าเล่า ที่ฉันพลิกกระดาษนิตยสารหัวนอกไปมา สายตาเลื่อนลอยไม่ได้จับจ้องจดจ่ออ่านอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เนื้อหาและข้อความพาดหัวแต่ละหน้ากระดาษไม่มีอะไรน่าสนใจ ถ้าไม่ใช่จำพวก 10 กลวิธิถึงจุดสุดยอดบนเตียง ก็เป็น วิธีแต่งหน้ารับซีซั่นใหม่ ฉันนอนคว่ำ มือเท้าคาง กระดิกเท้าเบาๆ ตามจังหวะเพลงจากวิทยุทรานทริสเซอร์ที่ได้ยินแว่วๆ มาจากท้ายสวน เสียงเพลงลูกทุ่งดังหงี่ๆ น่าจะเกิดจากเพราะลำโพงแตก
รู้สึกเบื่อ ฉันปิดหนังสือ คว้ารูปถ่ายใกล้มือมาใช้คั่นหน้ากระดาษแทนที่คั่นหนังสือ รูปถ่ายธรรมดา ขนาด 4 คูณ 6 นิ้ว อัดมัน เป็นรูปถ่ายที่มุมกล้องบนล่างซ้ายขวาเว้นเสปซเท่ากันเด๊ะๆ ในรูปเป็นรูปคนสี่ห้าคนยืนยิ้มเผล่ ถ่ายกับหมูป่าที่น่าจะโดนเลี้ยงแบบหมูบ้าน เพราะท่าทางมันนอนเอกเขนก ตัวดำปี๋ ดูแล้วคงขนหยาบและสกปรกพิลึก คนในรูปสวมชุดประหลาด สีขาว มีลายแถบสีแดง ชุดชาวเขาเผ่าอะไรซักอย่าง กะเหรี่ยง หรือ อะไรนะ ม้ง แม้วเหรอ ช่างหัว ใครจะสนว่าเผ่าอะไร
ผู้ชายที่ยืนยิ้มทำหน้าซื่อบื้ออยู่ริมซ้ายสุด เป็นเพื่อนชายของฉันเอง ตลกดีที่พอมองที่รูปแว่บแรกแล้วฉันคิดว่า เอ๊ะ นี่รูปใครกันนะ อ๋อ รูปแฟน พกมาด้วยกันลืมหน้า ก่อนจะแพ๊คข้าวของใส่กระเป๋า มาพักร้อนช่วงปิดเทอม ถือโอกาสที่พ่อมารดน้ำต้นไม้ที่สวน นอนค้างที่นี่ซักอาทิตย์ แก้เซ็ง
รูปนั่นฉันขอ ขอมาด้วยอาการที่เรียกได้ว่า หืดขึ้นคอ ฉันกับเพื่อนชายคบกันนานกว่าสี่ปี ตั้งแต่มัธยมปลาย ในสายตาฉันขณะนั้นมองว่าเขาเป็นคนที่เก๋ที่สุดในห้อง แน่ล่ะ ฉันอาจมองผิดไปก็ได้ ฉันเป็นคนเริ่มสานความสัมพันธ์ก่อน และฝ่ายโน้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ตลกมาก เราไม่มีรูปคู่กันเลย
เพราะถ้านับระยะเวลาที่เราได้ใช้เวลาด้วยกันแล้ว
หากนำมาคำนวนรวมกัน ฉันว่า คงไม่ถึง สองเดือน
‘ทำไมถึงหายไปเฉยๆ ติดต่อก็ไม่ได้ โทรไปที่บ้านก็ไม่ได้ มือถือก็ปิด’ ฉันแทบคลั่ง โมโหเป็นบ้าเป็นหลัง ทุกๆ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทุกๆ วันหยุดยาว ทุกๆ ปิดเทอม ทุกๆ ครั้งที่เขาหายไป ไร้ร่องรอย
‘ไปเข้าค่ายอาสาที่ต่างจังหวัด ไม่มีสัญญาณ’ น้ำเสียงดูเหมือนแก้ต่าง ผสมรำคาญนิดๆ
‘อย่างน้อยก็น่าจะโทรบอกกันบ้าง’ บางครั้งฉันก็ระอา ป่วยการจะเถียง เพราะเมื่อจบลงด้วยการทะเลาะ ร้องไห้ สุดท้าย ฉันก็ต้องโทรไปหาเค้าอีกอยู่ดี
เราไม่เคยไปเดท ไม่เคยไปดูหนัง กินข้าวนอกบ้าน หรือไปเที่ยวด้วยกัน เขาไม่ควงฉันออกงาน ถ้าไปที่สาธารณะด้วยกัน แล้วเจอคนรู้จัก ผู้ชายคนนั้นจะทิ้งระยะห่างจากฉันทันที ทั้งที่ฉันไม่ได้ขี้ริ้ว นี่พูดอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง แต่ฉันแค่ไม่เข้าพวก ไม่เข้ากับ “พวก” ของเขา
ทำไมคนเราต้องไปค่ายอาสา? คนไม่ไปถือเป็นคนเลวอย่างนั้นรึ คนเราไม่มีวิธีทำดีด้วยวิธีอื่นหรือยังไง ในเมื่อฉันไม่ชอบไป ทั้งไม่ชอบไปลำบาก และไม่ชอบไปเห็นพวกกระแดะดัดจริตอวดตัวว่ารักธรรมชาติอยากทำดีและอื่นๆ แล้วฉันพูดออกมาตรงๆ ว่าไม่ชอบ ไม่ไป ฉันก็กลายเป็นคนนอก แค่นั้น
ในเมื่อไม่มีคนรักให้ไปหา ไม่มีเพื่อน เมื่อพ่อเดินมาถามว่า
จะไปดูแลสวนลำไยที่ปลูกไว้ซะหน่อย จะไปค้างซักอาทิตย์หนึ่งนะ
ฉันชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตะโกนสวนไปว่า ฉันขอไปด้วย
ลมร้อนผะผ่าวพัดมากระทบหน้า
ฉันยันตัวลุกขึ้นนั่ง เลื่อนกองหนังสือกับการ์ตูนที่เช่ามาไปไว้ริมทางเดิน
ยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นยกซดรวดเดียวหมด อากาศร้อนจริงๆ ให้ตายเถอะ
ป่วยการจะมานั่งคิดเรื่องคนที่ไม่รู้ตอนนี้ไปเลี้ยงหมูอยู่ที่ไหน
ฉันเดินกลับเข้าหลังบ้าน จุ่มแก้วน้ำผ่านน้ำลวกๆ วางผึ่งบนตะแกรง หยิบหมวกสาน
เครื่องเล่นไอพอด ใส่รองเท้าแตะคีบ
และตะโกนบอกพ่อที่กำลังซ่อมท่อสายยางหลังบ้านว่าจะออกไปนั่งเล่นที่ศาลาริมบ่อน้ำ
เดินลงจากบ้านพักบนเนินไม่ไกลจะเป็นบึงขุด ไม่ใหญ่มาก มีพันธุ์ปลาอะไรสักอย่าง ฉันไม่เคยใส่ใจจะจำ คนงานที่จ้างมารดน้ำเดินมาหรี่เสียงวิทยุ ถามว่าฉันรำคาญไหม ฉันตอบว่าไม่ ตามสบายเลย คนงานผงกหัว เดินกลับไปขุดดินทำอะไรยุกยิกต่อในสวน
นั่งเหม่อมองอะไรไปซักพัก ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินสวบสาบ เป็นชายหนุ่มร่างไม่เล็กไม่ใหญ่ ค่อนไปทางผอม เดินค้อมตัวมุดผ่านศาลามุงจากเข้ามานั่งยองๆ ข้างๆ ฉัน ใบหน้าเรียว ผิวคล้ำกร้านแดดนิดๆ นั้นเลิกคิ้วให้ฉัน
“สวัสดี ขอนั่งด้วยคน”
ฉันกระถดตัวหนีเล็กน้อย ไม่ค่อยไว้ใจ และอีกฝ่ายเหมือนจะรู้ทัน
“เฮ้ ฉันแค่ขอนั่งด้วย เป็นลูกสาวเจ้าของสวนใช่ไหม ลุงเล่าให้ฟัง” พยักเพยิดไปทางลุงคนสวน
“อือ” ฉันครางเบาๆ ในลำคอ แต่ในใบหน้าอุดมไปด้วยคำถาม
“ฉันอยู่แถวนี้ มาช่วยงานลุงในสวนบ่อยๆ พ่อเธอก็รู้จักฉัน”
ชายไม่ทราบชื่อเขยิบไปนั่งริมศาลาด้านหน้า หย่อนเท้ากระทุ้งน้ำ เตะเล่นไปมา ไม่หันมามอง แต่ปากชวนคุยเรื่อยเปื่อย ดินฟ้าอากาศ เรียนที่ไหนล่ะ มาทำอะไร และอื่นๆ แปลกเหมือนกัน ที่ฉันตอบคำถามพวกนั้นกับคนแปลกหน้าได้อย่างไม่กระดากปากเท่าไหร่นัก อาจเพราะฉันคิดว่า ผู้ชายคนนี้ ถึงจะดูบ้านนอกคอกตื้อ แต่อย่างน้อยก็คงเป็นเพื่อนคุยที่ดีกว่าคนสวน ก็เป็นได้
“ปิดเทอม มานอนบ้านสวน แปลกนะ”
“ไม่เห็นแปลก ก็มาเปลี่ยนบรรยากาศ”
“อยู่ในเมือง มีที่เที่ยวเยอะแยะ ไม่น่านึกอยากมานอนบ้านนอก”
ห่ะ แน่ล่ะ ถ้าให้ไปนอนบ้านนอกแบบออกค่ายน่ะไม่ไปแน่ แต่นี่มานอนบ้านตัวเอง ถึงจะเป็นบ้านสวนก็เถอะ มันคนละเรื่องกันเลย
“ไม่มีแฟน?” ไอ้หมอนั่นเลิกคิ้ว เริ่มละลาบละล้วงมากขึ้นเรื่อยๆ
“มี” อันที่จริงไม่จำเป็นต้องตอบ แต่ถ้าตอบว่าไม่มี ฉันคิดว่า มันเสียหน้านิดๆ
“แล้วแฟนไปไหน ทำไมไม่มาด้วยกัน ทำไมไม่ไปอยู่กับแฟน”
“คนเราไม่ต้องตัวติดกันตลอดเวลา”
คราวนี้มันหันหลังกลับมา คลานแถดๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“จริงอ่ะ โกหก ดูหน้าก็รู้แล้ว” มันขึ้นเสียงสูงแบบมั่นใจสุดๆ
ชิ ฉันเกลียดคนรู้ทัน จริงอยู่ คนเป็นแฟนไม่ต้องตัวติดกันตลอดเวลา แต่ถ้าห่างกันเกินไป ก็เหมือนคนแปลกหน้า
เพื่อนชายของฉันไม่เจ้าชู้ ไม่เลยสักนิดเดียว นั่นเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของเขา นอกจากความใจเย็น ค่อนไปทางเชื่องช้า ทำอะไรก็ชักช้า แต่ไม่ว่ายังไง ถ้าเป็นเรื่องผู้หญิง ฉันก็ไว้ใจได้ หรืออย่างน้อย ก็ยังไว้ใจได้อยู่ ด้วยความทะนงว่า ถ้าคนพรรค์นั้นจะเจ้าชู้ ก็คงจะต้องพบรักกับหมูป่า หรือไม่ก็สาวชาวป่าชาวดอย เฮอะ ใครจะไปกลัว รู้แบบนี้ พอปล่อยเขาไปไกลๆ ฉันจึงวางใจ เราจึงไม่ค่อยทะเลาะกัน แต่ก็ไม่เคยแสดงความรักต่อกัน
ไม่เคยอยู่ใกล้กัน
“โกหกหรือไม่โกหกก็ไม่ใช่ธุระของนาย”
“โอเคๆ แค่นี้ไม่ต้องดุก็ได้”
นิ่งเงียบกันไปนาน ไม่มีใครพูดอะไร ได้ยินเพียงเสียงหย่อนเบ็ด จ๋อมแจ๋ม หมอนั่นฉวยเอาเบ็ดตกปลาของลุงคนสวนมา เสียบเหยื่อปลอมเรื่อยเปื่อย แล้วปล่อยเบ็ดลงน้ำ ฉันนั่งฟังเพลงต่อ แต่เริ่มไม่มีสมาธิ กดปุ่มหยุดเครื่อง ขยับจากท่านั่งพิงเสาเป็นนั่งหลังตรง กระแอมเบาๆ ก่อนพูด
“นี่ นายน่ะ”
“หืม” มันพูดโดยไม่หันกลับมามอง
“นายน่ะ มีแฟนรึเปล่า”
“เคยมี”
“เคยเหรอ เลิกแล้วเหรอ”
คราวนี้หันมาพยักหน้าแทนคำตอบ และเหมือนจะรู้ว่าฉันจะถามต่อว่า ทำไม ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า
“พอไม่รักกัน เข้ากันไม่ได้ ก็เลิก”
ฉันแค่นหัวเราะในใจ ไอ้หนุ่มบ้านนา รู้จักคำว่า เข้ากันไม่ได้ เสียด้วยแฮะ แอบคิดในใจว่าแฟนสาวก็คงไม่พ้นแม่พวกขี้ริ้วหน้าตาแบบพื้นๆ แถวนี้ แต่ก็ต้องผงะเมื่อหมอนั่นขยับเข้ามาใกล้ ยื่นรูปในกระเป๋าสตางค์ให้ดู พร้อมกับอวดว่านี่ไง รูปแฟนเก่า แต่เลิกกันไปแล้ว ก่อนปิดเทอมนี่เอง
ผู้หญิงในรูปนั่น สวยกว่าฉันเสียอีก ไม่คู่ควรกับคนบ้านนอก ตัวดำ ผอมกระหร่องแบบนี้ซักนิด
“สวยนี่” ฉันพูดแค่นั้น สั้นๆ บังคับน้ำเสียงไม่ให้ฟังดูเหมือนผิดคาดหรือมีแววริษยาฉายออกมามากเกินไป
“แน่นอน ดาวมหาลัย แต่ก็แค่นั้นล่ะ ขี้หึง น่ารำคาญ แล้วก็มีหนุ่มมาติดเยอะเกินไป คบแล้วก็ระแวง เลิกดีกว่า”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย สู้คนของฉันก็ไม่ได้ ไว้ใจได้เสมอ
“แล้วเธอ ทำไมไม่เลิก”
“อ้าว แล้วทำไมฉันถึงต้องเลิก” ฉันอดสะดุ้งกับคำถามห่ามๆ นั้นไม่ได้
“ไม่รู้สิ แต่ฉันมีเซนส์ เดาได้ว่าเธอไม่มีความสุข” มันเสียบคันเบ็ดไว้กับเสา แล้วคลานมานั่งใกล้ๆ ฉัน “ผู้หญิงวัยนี้น่ะ ต้องติดแฟน แฟนไปไหนต้องโทรตามโทรจิก พอไม่อยู่ไม่ได้ดั่งใจก็ต้องงอน น้อยใจ เธอก็เป็นแบบนั้นใช่มั้ยล่ะ”
“ไม่เลย ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น” ฉันเชิดหน้า
“ห่ะ โกหกอีกแล้ว” ว่าแล้วก็เขยิบกลับไปง่วนกับเบ็ดตกปลาต่อ ฉันเซ็งนิดๆ หยิบหมวก เก็บของ ใส่รองเท้า พูดลอยๆ ว่าจะกลับขึ้นบ้านล่ะนะ อากาศชักร้อนแล้ว หมอนั่นพยักหน้าช้าๆ แต่ก่อนฉันจะเดินออกไป ก็ตะโกนออกมาว่า อีกสองวันในหมู่บ้านจะมีตลาดนัด จะพาไปเดินตลาดเล่นเอาไหม เห็นอยู่บ้านสวนเฉยๆ คงจะเบื่อ
“อือ” ฉันตอบโดยไม่หันกลับมามอง
___________________________________________
อ่านต่อ ตอนสอง