Holiday Romance (part 1)
posted on 02 May 2008 10:16 by virginterritory in Midsummerdreamlove
Story by: Jessi Cotterill
Part I
สำหรับวงเดือนแล้ว หน้าร้อนปีนี้มันช่างทรมานแสนน่าเบื่อ มันไม่มีอะไรน่าสนุกเหมือนหน้าร้อนปีที่แล้วเลย สงกรานต์เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ พายุฝนก็เริ่มเข้ามาแทนที่
“เฮ้อ! นี่เราเรียนจบมาจวนครบเดือนแล้วสิ” วงเดือนคิดขณะนอนมองหลังคาที่มุงด้วยใบจากแห้ง ๆ พร้อมกับฟังเสียงกรนของเม๋งที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ รู้สึกได้ถึงเหงื่อชื้น ๆ จากท่อนแขนของเขาที่วางทับอยู่บนลำตัวของเธอ
พายุฝนหลังสงกรานต์ไม่ได้ช่วยให้อากาศในเดือนเมษาเย็นขึ้นสักเท่าไหร่ แต่อากาศจะเย็นจะร้อนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเม๋ง เมื่อมีพายุติดต่อกันหลายวันอย่างนี้ทำให้คนออกเรือเล็กอย่างเขาขาดรายได้ไปบ้าง แต่มันก็เป็นอย่างนี้เกือบทุกปีในช่วงหลังสงกรานต์ แม้ช่วงนี้จะขาดรายได้จากการออกเรือ แต่ก็ไม่มากเท่ากับในช่วงมรสุม ครอบครัวของเม๋งยังมีสวนมะพร้าวให้เก็บไปขาย แม้จะได้ราคาไม่ดีเท่าออกเรือปลาหมึก แต่มันก็ทำให้ก็มีกินมีใช้ไปตลอดทั้งปี แถมการไม่ต้องออกเรืออย่างนี้ ยังทำให้เขาได้เจอกับเดือนเกือบทุกวันที่กระท่อมปลายสวนมะพร้าวของเขา
เม๋งออกเรือกับพ่อตั้งแต่จบ ม.6 ปีที่แล้ว เรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เม๋งรักทะเล อยากออกจากโรงเรียนมาออกทะเลตั้งแต่จบ ม.3 แต่พ่อไม่ยอมและบังคับให้เรียนต่อจนจบ ม.6 ด้วยความหวังว่าเม๋งคงจะเปลี่ยนใจอยากเข้าไปเรียนต่อในเมืองหลวงบ้าง อีกหน่อยจะได้ไม่ต้องเอาชีวิตมาขึ้นกับฝนฟ้าและคลื่นทะเลอย่างนี้ แต่ลมทะเลเป็นเสมือนลมหายใจของเม๋ง เม๋งเคยไปเยี่ยมน้าที่เมืองหลวงและกลับบ้านมาไม่สบายไปหลายวัน หลังจากนั้นแค่ได้ยินพ่อพูดว่าจะให้ไปเรียนต่อในเมืองหลวง เม๋งก็หายใจไม่ออกหมดเรี่ยวหมดแรงทำอะไรไม่ได้ไปทั้งวัน
เม๋งกับพ่อออกเรือในตอนเย็นและกลับเข้าฝั่งในตอนเช้าพร้อมกับปลาหมึก เมื่อขนปลาหมึกขึ้นท่า ก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดปากน้ำมารอซื้อถึงที่ และที่ท่าเรือนี่เอง ที่เม๋งได้พบกับเดือน
หน้าร้อนปีที่แล้วเป็นหน้าร้อนแรกที่พ่อยอมให้เม๋งออกเรือไปกับพ่ออย่างจริงจัง แถมยังฝึกให้เม๋งหัดขายปลาหมึกให้กับพ่อค้าแม่ค้าอีกด้วย ส่วนเดือนนั้นมักจะตามแม่มาซื้อปลาหมึกที่ท่าเรือเกือบทุกวัน แม่ของเดือนเป็นลูกค้าประจำของพ่อเม๋ง เดือนไม่ค่อยพูด แต่มักจะชำเลืองมองมาทางเม๋งและยิ้มให้อยู่บ่อย ๆ จนเม๋งรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนทุกครั้งที่เดือนหันมายิ้มให้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่าการส่งยิ้มตอบและรีบหันไปมองทางอื่น จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่พ่อของเม๋งกับแม่ของเดือนกำลังง่วนอยู่กับการต่อรองราคาปลาหมึกกันอยู่นั้น เดือนบอกแม่ว่าจะเดินไปดูปลาทรายทางฝั่งโน้น แล้วเดือนก็เดินผ่านเม๋งพร้อมกับแอบยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ให้
และกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ชิ้นนั้น ทำให้เม๋งรู้ว่า การพบและยิ้มให้กันที่ท่าเรือมันไม่เพียงพอสำหรับเขาทั้งสองคนอีกแล้ว เม๋งอ่านกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาเชื่อว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง แต่สิ่งที่เขียนบนกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แผ่นนั้น แม้แต่เด็ก ป.6 สมัยนี้ก็เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร
“พรุ่งนี้บ่ายสองโมงจะรออยู่ที่หน้าตลาด ฉันหวังว่าพี่คงทำอะไรได้มากกว่ายิ้ม”
จากเหงื่อชื้น ๆ กลายเป็นความร้อนที่เกินจะทน
วงเดือนค่อย ๆ ยกแขนของเม๋งออกจากลำตัวของเธอ
เม๋งขยับตัวงัวเงียตื่นพร้อมกับเบียดร่างของเขาเข้าชิดกับลำตัวของเดือน
“ร้อนน่ะพี่”
เดือนพูดพร้อมกับขยับตัวออกห่าง
เม๋งเลื่อนมาจับมือของเดือนแทน
สมองพยายามเรียบเรียงคำพูดหลังจากตื่นจากฝันไม่เป็นเรื่องเป็นราว “เดือนตื่นนานแล้วเหรอ?”
“ฉันไม่ได้หลับนี่พี่
ร้อนขนาดนี้ใครจะหลับได้”
“อากาศแบบนี้
เดี๋ยวพี่คงต้องรีบกลับบ้านไปออกเรือกับพ่อ”
“อือ”
เดือนไม่เคยพูดจาคะขากับใคร
“เดือนก็รู้นี่ว่าถ้ามีแดดแล้วไม่มีลมแบบนี้
ใคร ๆ ก็ต้องรีบออกเรือ”
เม๋งก้มลงจูบหัวไหล่ของเดือน
“ฉันรู้น่า
ว่าแต่พี่น่ะ จะไปก็รีบ ๆ เถอะ เดี๋ยวพ่อก็รอหรอก”
เดือนไม่ได้รู้สึกน้อยใจเลยสักนิดที่เม๋งจะรีบไป กลับรู้สึกรำคาญที่เม๋งไม่เคยรีบอย่างที่ปากบอกสักที
คำว่ารีบของเม๋งบางครั้งหมายถึงอีกชั่วโมงสองชั่วโมง
“พี่อยู่ต่ออีกหน่อยก็ได้”
เม๋งค่อย ๆ เลื่อนมือที่จับมือเดือนไว้ขึ้นไปวางบนหน้าท้องของเดือน
เดือนแอบถอนหายใจ
“ถ้าเดือนร้อน
เดี๋ยวเดือนหน้าออกเลได้เงินมาก ๆ พี่ติดแอร์ที่นี่ดีมั้ย?”
เดือนพยายามกลั้นเสียงหัวเราะให้มันออกมาเพียงครึ่งหนึ่งของความรู้สึกขำ “บ้าน่าพี่
ใครเขาจะติดแอร์ในกระท่อมไม้มะพร้าวอย่างนี้ อีกอย่าง
สายไฟยังเดินเข้ามาไม่ถึงปลายสวนนี่เล้ย”
“แต่พี่อยากกอดเดือนนี่
ถ้าติดแอร์แล้วพี่จะได้กอดเดือนนาน ๆ ไง”
เดือนพลิกตัวมานอนตะแคงหันหน้าเข้าหาเม๋ง
มือของเม๋งตกออกจากหน้าท้องของเดือน
เดือนรู้สึกถึงเม็ดเหงื่อที่ไหลผ่านร่องอกลงไปบนฟูก ฟูกที่ทั้งสองใช้งานมันอย่างหนักหน่วงร่วมกันมาจวนครบปีหนึ่งแล้ว แม้ฟูกจะดูเก่าและขาดวิ่นไปบ้าง
แต่เม๋งก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้แนบแผ่นหลังลงบนฟูกผืนนี้แล้วสูดกลิ่น ......
ซึ่งก็เป็นกลิ่นเหงื่อของเขาและเดือนนั่นแหละ ที่ลอยขึ้นมากระทบจมูก .....
แล้วเดือนล่ะ จะคิดเหมือนเขาไหม
“พี่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องติดแอร์หรอก
เดือนหน้าฉันจะเข้ากรุงแล้ว”
___________________________________________________________________
continue part 2

วันกลัง จะเข้ามาอ่าน บ่อยๆๆนะ
ขอให้เขียนได้เยอะๆๆ //มาย
#1 By mile (222.123.18.131) on 2008-05-02 15:42