To My Dear Friend III
posted on 10 Jun 2008 00:07 by virginterritory in SurvivingtheMatingSeason
“นิว มีคนมาหา” เสียงเพื่อนร่วมงานตะโกนเข้ามา
ชายหนุ่มละสายตาจากงานตรงหน้า ก่อนโผล่หน้าออกไปหาเจ้าของเสียง
“ใครวะ”
“ไม่รู้ สวยชิบ...ไปดูเอง”
ได้ยินเท่านี้ชายหนุ่มก็เดาได้แล้วว่าแขกผู้มาเยือนเป็นใคร
เขารู้สึกเกร็งเล็กน้อยปนประหลาดใจ แต่ก็จำต้องออกไป
“หวัดดีครับน้องตุลย์”
เขาเอ่ยทักเสียงไม่ดังนัก
เจ้าของใบหน้าทรมานใจหันมาส่งยิ้มกระชากวิญญาณแบบส่งตรงถึงเขาคนเดียวทำเอาชายหนุ่มแทบเดินไม่ตรง
“พอดีตุลย์ผ่านมาแถวนี้ แล้วนึกขึ้นได้ อยากจะขอให้พี่นิวช่วยอะไรหน่อยน่ะค่ะ
เอ...ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่นิวว่างรึเปล่าคะ”
ทำไมจะไม่ว่างกันเล่า
ถึงงานจะกองเต็มโต๊ะก็เอาไว้ก่อนก็ได้ บางทีเด็กคนนี้ก็ดูน่ากลัวๆ
แต่พอเจอรอยยิ้มบาดใจเข้าไป รายไหนรายนั้นเป็นต้องยอมศิโรราบให้เธอเป็นแน่
เอาก็เอา ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงคนนี้เท่าไหร่
แต่การที่หล่อนมาหาถึงที่ก็ตีความได้อย่างเดียวเท่านั้น หล่อนชอบเขาแน่ๆ
เขาเองก็อยากจะซื่อสัตย์กับแฟน แต่จะว่าไปเขากับหล่อนก็เพิ่งคบกันได้ไม่เท่าไหร่ ลองมานึกๆ
ดู จะว่าไปที่คบก็เพราะเอ็นดู เพราะเห็นกันในบริษัทมานาน เห็นว่าเป็นเด็กนิสัยดี
น่ารัก แต่ว่าไม่มีอะไรที่ทำให้หวือหวาหรือใจเต้นเหมือนรอยยิ้มของคนตรงหน้านี้
มันจะผิดไหมหนอ ถ้าเขาจะเปิดโอกาสให้ตัวเองดูสักที
ตุลย์ยืนยิ้มมุมปากนิดๆ เธอตั้ง่ใจมาหาเขาโดยเฉพาะ
ไม่แม้แต่จะโทรไปบอกเพื่อนรักว่าเธอมาที่นี่
“มีอะไรให้พี่ช่วยเหรอครับ” ชายหนุ่มเกาหัวยิกๆเป็นการแก้เขิน
“ตุลย์อยากจะซื้อคอมใหม่หน่อยน่ะค่ะ
เครื่องเก่าที่ห้องมันรวนๆ ชอบกล อยากจะขอคำปรึกษาหน่อย
นี่ตุลย์เอาโบรชัวร์มาด้วยนะคะ เลยอยากจะมาถามพี่นิวหน่อยว่ารุ่นไหนดี
พี่นิวเก่งคอมใช่มั้ยล่ะคะ”
ก็จริงอยู่ ก็เขาทำงานอยู่กับบริษัทคอมพิวเตอร์นี่นา
แต่มันก็น่าจะคิดมากอยู่ดีนั่นแหละ
กับการที่เธออุตส่าห์ถ่อมาหาเขาถึงนี่เพียงเพื่อเอาโบรชัวร์มาให้ดูเท่านั้นน่ะเหรอ
“เราไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟข้างล่างตึกดีมั้ยคะ
ตุลย์รบกวนพี่หรือเปล่าคะเนี่ย” หล่อนออกตัวและทำท่าราวกับเกรงใจเสียมากมาย
ทว่าโดยไม่รอคำตอบ หญิงสาวเดินนำหน้าไปก่อน
ไม่รอให้เขาได้คิด
แม้แต่ตอบรับหรือปฏิเสธ
ร้านกาแฟเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารสำนักงานแห่งนี้เป็นร้านที่ออกแบบและตกแต่งอย่างน่ารักและจุ๋มจิ๋ม
แค่พอแก้ขัดให้พนักงานออฟฟิตทั้งหลายลงมาพักผ่อนฆ่าเวลาเล่นๆ
หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งในท่าทางสบายๆ
ผิดกับชายหนุ่มที่แม้จะนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจแต่ก็มีอาการประหม่าให้เห็น
“โทรหาแคทรึเปล่าครับว่าน้องตุลย์มาที่นี่” อยู่ดีๆเขาก็ถามขึ้น
ดวงตากลมโตเป็นประกายดูจะฉายแวววิตกออกมาแว่บหนึ่งแต่เขาก็ไม่ทันได้สังเกต
“แคทเค้าไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคอมหรอกค่ะ
บอกไปก็เท่านั้น”
ชายหนุ่มนึก นั่นสินะ
แฟนสาวของเขาจัดว่าอยู่ในหมวดเทคโนโลยีล้าหลัง
ถึงจะทำงานอยู่กับบริษัทคอมพิวเตอร์แต่ก็อยู่แผนกอื่น
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรง
“รายนั้นน่ะ เค้าไม่ชอบเรื่องอะไรแบบนี้
เค้ายังเคยบ่นๆเลยว่าคุยกับคนในบริษัทไม่ค่อยเข้าใจ
พวกในบริษัทน่ะมีแต่พวกบ้าคอมกันทั้งนั้น ทำไงได้ล่ะ ก็เค้าดันได้งานที่นี่ซะแล้ว
แคทน่ะ มันไม่ค่อยชอบผู้ชายที่บ้าคอมพิวเตอร์มากๆหรอกนะคะ
พี่ก็อย่าไปพูดเรื่องคอมใกล้ๆมันล่ะ
มันจะเบื่อเอานะคะ”
หญิงสาวพูดยิ้มๆ
ฟังดูเผินๆเหมือนหวังดีแต่สายตาคู่นั้นมันบ่งบอกอะไรบางอย่าง ที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
เขารู้สึกเหมือนโดนตีแสกหน้า ก็เขาเป็นหนุ่มไอที
วันๆก็อยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ มิน่าเล่า เวลาเขาชวนแคทคุยเรื่องพวกนี้ทีไร
หญิงสาวเป็นต้องทำหน้าเหยเกทุกครั้งไป
จะว่าไปแล้ว ถึงทั้งสองคนจะเป็นแฟนกัน
แต่ก็มีอะไรหลายอย่างเหลือเกินที่ชอบไม่เหมือนกัน
“ตุลย์น่ะสนิทกับแคทมานาน
สนิทมากจนรู้หมดว่าแคทชอบหรือไม่ชอบอะไร แคทก็เหมือนกัน
จนตุลย์คิดว่าคงไม่มีใครอีกแล้วล่ะที่จะรู้ใจแคทมากไปกว่าตุลย์ แล้วก็ไม่มีใครอีกแล้วที่จะรู้ใจตุลย์มากกว่าแคท” หญิงสาวดูจะพูดเน้นคำจนเขาแปลกใจ
“เพราะงั้น....”
เว้นช่วงเหมือนอยากจะพูดอะไรอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนใจเป็นพูดอีกอย่างแทน “ถ้าพี่นิว อยากรู้อะไรเกี่ยวกับแคทล่ะก็ ถามตุลย์เอาก็ได้ค่ะ” ลงท้ายประโยคด้วยรอยยิ้มหวานเหมือนเคย
“ดูทั้งสองคนสนิทกันจังนะครับ...” เขาพูดเสียงอ่อย
“ค่ะ เราสนิทกันมากกก...”
ลากเสียงยาว “มากจนเราไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาแทรกแซงระหว่างเรา...” พูดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกว่าสายตาคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เขา
อย่างรุนแรงและดุดัน แต่ฉับพลันมันก็เปลี่ยนเป็นแววตาขี้เล่น แสนซนเหมือนเคย
“พูดเล่นน่ะค่ะ....ถ้าเป็นพี่นิวแล้วตุลย์ไม่ว่าอะไรหรอก” หญิงสาวเปลี่ยนสีหน้าไปมาจนตามไม่ทันแต่เมื่อเธอจบท้ายประโยคแบบหัวเราะนิดๆ
ค่อยทำให้เขาโล่งอกขึ้นมาได้หน่อยหนึ่ง
เธอหันไปหยิบโบรชัวร์ที่ว่าออกมาทำทีเป็นถามเขาสองสามประโยคแล้วก็เข้าใจเอาซะดื้อๆ
ราวกับว่าเอกสารเหล่านั้นหาใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาครั้งนี้ไม่ ช่างปะไร
ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจเท่ากับความรู้สึกที่ว่าเขาหลงเสน่ห์ดวงตากลมโตคู่นี้เข้าให้เสียแล้วบวกกับรอยยิ้มหวาน
น้ำเสียงไพเราะ และจริตจะก้านมารยาแบบหญิงสาว ที่ไม่มากไม่น้อย แต่ทุกอย่างลงตัว
พอดิบพอดี ยิ่งได้มองใกล้ๆก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีแรงดึงดูดประหลาด
เป็นพลังแบบที่แคทไม่มีวันจะมี
“เย็นนี้ คือว่า...ถ้าน้องตุลย์ว่าง
เรา...สองคน....ไปกินข้าวกันมั้ยครับ คือพี่หมายถึงพี่ไปช่วยเลือกซื้อคอม แล้วเราแวะกินอะไร...กัน” เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงโพล่งออกไปแบบนั้น
จะแก้ตัวก็ไม่ทันเสียแล้ว
ได้แต่แถไปข้างๆ คูๆ แถมคำพูดเจ้ากรรมก็ดันหลุดปากออกไปก่อนจะกลั่นกรองเสียได้
ฟังดูไม่เข้าท่าเลยสักนิด
หญิงสาวช้อนสายตาขึ้นมองแบบไม่เชื่อหูตัวเองก่อนจะเผลอทำคิ้วขมวดนิดหนึ่ง
พอตั้งสติได้ตุลย์ก็ยิ้มเหยียดมุมปากทีหนึ่งพอไม่ให้เขาเห็นทันก่อนจะพยักหน้ารับราวกับเป็นเรื่องปรกติ
“ได้ค่ะ เย็นนี้เจอกัน”
หล่อนตอบรวดเร็ว ก่อนลุกขึ้นหนีบกระเป๋าถือใบย่อมขึ้นไหล่และเดินหมุนออกไป
ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งเหม่อยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว
เพียงแค่เลี้ยวพ้นมุมตึก ตุลย์ก็ทำสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
ท่าทีของแฟนหนุ่มของเพื่อนรักที่มีต่อเธอยิ่งทำให้เธอเสียความรู้สึกมากขึ้นไปอีก
ทว่ามันก็ทำให้หล่อนรู้สึกแน่ใจในอะไรบางอย่างมากยิ่งขึ้น
แล้วหล่อนจะพิสูจน์ให้เพื่อนรักได้เห็น
ว่าสิ่งที่เธอคิดมาตลอดนั้น มันถูกต้อง
ได้เวลาเลิกงานแล้ว แคทค่อยๆเก็บของเดินออกมาจากบริษัทเพื่อขึ้นรถไฟฟ้ากลับเหมือนอย่างเคย
เธอก็คงจะเดินไปขึ้นรถตามปกติถ้าหากว่าสายตาไม่ไปสะดุดเอากับชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ที่เดินออกมาจากร้านเบเกอรี่เล็กๆ
ริมทางเท้า
รูปร่างและท่วงท่าการเดินเหินของหญิงสาวคนนั้นเป็นสิ่งที่คุ้นตาเธอมานับสิบกว่าปี
แม้จะอยู่คนละฝั่งฟากถนนเธอก็ยังจำได้
แต่ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือผู้ชายที่เดินถือถุงเดินตามต้อยๆ นั้น
กลับเป็นคนคนเดียวกับที่เทียวไปเทียวมาหาเธอช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา
ซ้ำท่าทางของชายหนุ่มยังดูร่าเริง เบิกบานสุดๆ ต่างจากตอนอยู่กับเธอลิบลับ
แคทไม่รู้ตัวหรอกว่ากลับถึงห้องพักได้อย่างไร
รู้แต่เพียงว่าหัวใจมันเจ็บปวดเกินกว่าจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้
คนหนึ่งก็เพื่อนรัก คนหนึ่งก็คนรัก ไม่แปลกอะไรหรอก เพราะตุลย์เป็นคนสวย
ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว รุ่นพี่ที่เธอหมายปองเอาไว้
พอวานให้ตุลย์เข้าไปคุยด้วยก่อนตามประสาสาวขี้อาย
รุ่นพี่พวกนั้นก็กลับมาหลงเสน่ห์ตุลย์แทนซะได้ แล้วก็ต้องโดนตุลย์ปฏิเสธไปทุกคน
ถึงเพื่อนเธอคนนี้จะมีคนมาชอบเยอะ แต่หล่อนก็ไม่ค่อยลงเอยกับใคร ส่วนเธอ
ก็ชอบคนง่าย เจอใครหล่อหรือน่ารักก็ชอบเค้าไปทั่ว แต่ก็ไม่เคยสมหวังเลยซักครั้ง
แล้วทำไม พอเธอจะมีแฟนกับเขาซักคน
ทำไมตุลย์จะต้องมาแย่งเธอไปอีก ทั้งที่ตุลย์เป็นคนสวยขนาดนั้น
จะหาคนดีกว่าพี่นิวของเธอกี่เท่าก็ได้ แค่ให้เพื่อนได้มีโอกาสมีความสุขแค่นี้
ตุลย์ทำให้ไม่ได้เชียวเหรอ
ความคิดของเธอยังฟุ้งซ่านไปไม่หยุด
ก็พอดีกับที่ประตูห้องเปิดออก เผยให้เห็นร่างบางระหงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจ
ไม่มีคำพูดจากปากของหญิงสาวคนไหนทั้งสิ้น
ทั้งสองปล่อยให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิทอยู่ครู่หนึ่ง
จนในที่สุดตุลย์เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน
“แคท กับพี่นิวเป็นไงมั่ง”
เพื่อนสาวไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้ ทำไมล่ะ
ทำไมตุลย์จะต้องถามด้วย นี่ตกลงว่าตุลย์ชอบพี่นิวจริงๆเหรอ
“ถามทำไม”
เสียงใสๆที่เคยแต่พูดอ้อนกลับแข็งขึ้นเล็กน้อย
“พูดตรงๆ อย่าโกรธนะ
เราว่าเค้าไม่เหมาะกับแคทเลย...”
ตุลย์ยังพูดไม่ทันจบแต่คนตัวเล็กกว่าก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
“ทำไม เพราะเค้าเหมาะกับตุลย์มากกว่าใช่มั้ย
สรุปว่าที่ผ่านมาที่ตุลย์ทำท่าทำทางเหมือนไม่ชอบเค้านี่
ไม่ใช่เพราะตุลย์ไม่ชอบพี่เค้าใช่มั้ย
แต่เป็นเพราะตุลย์ไม่ชอบที่เค้าเป็นแฟนเราต่างหาก ใช่มั้ยล่ะ”
คนฟังมีอาการพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง จะว่าตกใจก็ใช่
แต่ก็มีความโกรธระคนอยู่ด้วย
“หมายความว่ายังไงที่พูดแบบนี้”
“ตุลย์ เราให้ตุลย์ได้ทุกอย่างนะ
ถ้าตุลย์ชอบพี่เค้า แล้วพี่เค้าก็ชอบตุลย์ ก็บอกเรามาตรงๆก็ได้
ไม่ต้องมาทำเป็นอ้างนู่นนี่หรอก”
“เฮ้ย...”
ตุลย์ร้องเสียงดัง “จะบ้าใหญ่แล้วนะแคท อะไรทำให้แกคิดอย่างนี้เนี่ย”
ร่างเล็กนิ่งไปอึดใจ
ก่อนจะเริ่มประโยคด้วยเสียงสั่นเครือ “ก็วันนี้ อย่านึกว่าเราไม่เห็น
ตุลย์ไปกับพี่เค้าสองต่อสอง ไปทำไม เดินด้วยกัน อย่างกับ....อย่างกับคนเป็นแฟนกัน
เราถามคำเดียวนะตุลย์ คนอย่างตุลย์น่ะ หาดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอ
ตุลย์ก็รู้ว่ากว่าเราจะมีคนมาจีบมันยากแค่ไหน แล้วตุลย์ยังจะไปยุ่งกับเค้าอีกเหรอ” หญิงสาวรู้ตัวว่าพูดแรงเกินไป นี่เพื่อนรักนะ แคทพยายามเตือนตัวเอง
แต่เธอก็โมโหเกินกว่าจะควบคุมตัวเองได้แล้ว
ตุลย์สาวเท้าเข้ามายืนในระยะประชิดกว่าเดิมก่อนจับไหล่เล็กเข้ามาบีบไว้เต็มแรง
“ฟังนะ ฟังดีๆ ทุกคำเลย ผู้ชายคนนั้น เค้าเป็นคนชวนเราไปกินข้าวเอง
แล้วรู้มั้ย
ทำไมเราถึงได้บอกว่าเค้าไม่เหมาะกับแคท เพราะเค้าเป็นคนโลเล
วันนี้เค้าเข้ามาบอกเราว่าเค้าชอบเรา แล้วเค้าจะเลิกกับแคท
แล้วอีตาบ้านั่นยังเหมาอีกนะว่าเราก็ชอบเค้า แคท มีเหตุผลหน่อยสิ
ผู้ชายแบบนี้เหรอที่จะทำให้เราทะเลาะกัน เมื่อก่อนเราเคยทะเลาะกันมั้ย
พอมีหมอนี่เข้ามาในชีวิตเท่านั้นแหละ เราก็รู้สึกว่ามีแต่ปัญหา” ตุลย์เริ่มระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง
“ไม่จริง เค้าจะชวนตุลย์ไปกินสองต่อสองได้ไง
แล้วตุลย์ไปทำไมล่ะ ถ้าตุลย์บริสุทธิ์ใจ ตุลย์ก็ต้องบอกเราสิ
เอ๊ะ...แล้วเค้าไปชวนตุลย์ตอนไหน”
เพื่อนสาวหลบสายตาลงต่ำเพราะไม่รู้จะแก้ตัวว่าอะไรดี
จริงอยู่ในเบื้องต้นนั้นเธอก็ไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์เท่าไหร่นัก
แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ใช่เพราะเธออยากจะได้ผู้ชายคนนี้ใจจะขาดแน่ๆ
“เราไปหาเค้าเอง ตอนกลางวัน...”
คนฟังแทบไม่เชื่อหู
แล้วอย่างนี้จะให้เข้าใจเป็นอะไรได้อีกเล่า
“ทำไม แบบนี้ยังจะบอกว่าไม่ได้มีอะไรอีกเหรอ
ตุลย์ไปหาเค้า ไปหาแฟนเพื่อนเนี่ยนะ ที่บอกว่าไม่ชอบผู้ชาย ไม่อยากแต่งงานน่ะ
โกหกสินะ” ลงท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงเยาะนิดๆ
เหมือนถูกบีบคั้นสุดขีด
ในที่สุดตุลย์ก็โพล่งออกมาแบบไม่มีอะไรต้องปิดอีกแล้ว
“เพราะฉันไม่อยากให้แคทมีแฟน แค่นี้เข้าใจรึยัง”
ร่างเล็กยืนนิ่งอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน หล่อนรู้สึกเหมือนขากรรไกรจะค้าง
ไม่เข้าใจ ประหลาดใจ
อยากจะเปล่งคำพูดออกมาแต่ก็ดูเหมือนว่าเสียงจะถูกกลืนหายลงคอไปหมดแล้ว
“คิดดูสิแคทว่าผู้ชายคนนั้นมีอะไรดี
เค้าไม่ใส่ใจ ไม่เคยเข้าใจ เค้าดีแต่ควงแคทไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง แค่นั้น
ซึ่งของแบบนี้เราก็ไปกันเองได้ เมื่อก่อนแคทก็ไปกับเรา แต่พอมีเค้าเข้ามา
แคทก็มัวแต่ไปเห่อเค้า ลืมไปเลยว่ามีเรา ทั้งที่เมื่อก่อนเรามีกันแค่สองคนเท่านั้น
ไปไหนเราก็ไปด้วยกัน...”
เจ้าของร่างเล็กดูเหมือนจะสับสนมึนงงไปกับเรื่องที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย
เธอได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆอย่างไม่อาจทำใจให้เข้าใจได้
“เราบอกแคทก็ได้
เราพยายามจะทำทุกทางให้ผู้ชายคนนั้นออกไปจากชีวิตของแคท
เราไม่อยากให้เค้าเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างเราสองคน ไม่ต้องการ” หญิงสาวลงท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงดุดันน่ากลัว
คราวนี้ หล่อนส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าจะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากปากของเพื่อน
ก่อนจะสวนกลับอย่างสุดกลั้น “มันจะไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอตุลย์ ทีตุลย์ยังมีแฟนได้เลย
เป็นเพราะตุลย์ไม่ได้แต่งงานใช่มั้ย ตุลย์ก็เลยพาลไม่อยากให้เราแต่งงานไปด้วย
บ้าไปแล้วรึเปล่าตุลย์ รู้รึเปล่าว่าเราดีใจแค่ไหนที่เราจะมีแฟน จะได้แต่งงาน
คนที่มีแต่คนมาชอบแบบตุลย์น่ะ จะเข้าใจความรู้สึกนี้เหรอ”
แคทพรั่งพรูความในใจออกมาอย่างสุดจะกลั้น
ร่างสูงกว่าทิ้งตัวลงนั่งก่อนถอนหายใจยาว
“แคท แกคิดว่าการที่แกรีบตะครุบผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามา
ขอให้เป็นใครก็ได้ เพื่อที่จะได้มีแฟนเหมือนคนอื่นๆน่ะ มันดีแล้วเหรอ”
“เรื่องอะไรมาว่าเราตะครุบ” เธอหันมาแหวใส่ทันที
“ก็ลองถามใจตัวเองดูดีๆสิ” เพื่อนสาวดูจะใจเย็นลงแล้ว
สายตาที่มองมาเหมือนจะอ่านใจฝ่ายตรงข้ามออกทะลุปรุโปร่ง “ถามตัวเองดูซิว่าชอบเค้าจริงๆรึเปล่า
ไม่นับหน้าตาที่ไม่ใช่สเป๊กของแคทเลยซักนิด ไหนจะนิสัย
อะไรหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนกันเลย ไม่สิ ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ แคท
ถึงเราจะขี้เหร่แค่ไหน เราก็มีสิทธิ์เลือกนะ แล้วอีกอย่าง
แคทก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่อะไรอย่างที่แคทชอบคิดด้วย...”
ตุลย์ขยับเข้าไปใกล้อีกนิดเมื่อเห็นว่าเจ้าของร่างเล็กดูจะนิ่งไปมากแล้ว
“อีกเรื่องที่เราอาจไม่เคยบอกแคทเลย
ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ เรายอมรับผิด เราเห็นแก่ตัวที่คิดจะเก็บแคทไว้กับเราคนเดียว
ไม่อยากให้ใครมาแย่งเพื่อนเราไปทั้งนั้น เราแค่รู้สึกเหมือนจะโดนแย่งของรักไป
มันก็เท่านั้น แคท สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราไม่ใช่การได้มีคนรักหรือได้รับความรักแบบดูดดื่มจากผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น
ที่เราต้องการคือแค่เพื่อน เพื่อนซักคนที่จะอยู่กับเรา
และแคทก็เป็นทุกอย่างสำหรับเรา เมื่อก่อนที่เราคบแฟน เราก็แค่ต้องการเพื่อน
แต่ในเมื่อเค้าต้องการมากกว่านั้น แล้วเราให้ไม่ได้ เค้าอยากจะไป เราก็ไม่รั้งไว้
เราเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าเราไม่ได้รักเค้า แต่ไม่มีใครเชื่อ
เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนนั้นไปมากกว่าเพื่อนคนหนึ่ง แคทก็รู้ดีที่สุด
เราให้เวลาเค้าน้อยกว่าที่เราให้กับเพื่อน
กับแคทด้วยซ้ำ....สิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือ เราเสียใจ
เราแค่เกิดนึกหวงแคทขึ้นมาก็เท่านั้น แต่มันก็ถูกของแคทนะ
พอถึงเวลาแคทก็ต้องมีใครซักคนอยู่ดี เอาเป็นว่าเราขอโทษนะกับสิ่งที่เราทำไป
แคทก็คงต้องการจะมีใครสักคน แต่ว่านะ
พี่นิวน่ะเค้ายังไม่หนักแน่นพอที่จะรักแคทคนเดียวนะ เราพูดแค่นี้ละกัน
แต่ถ้าแคทยังยืนยันจะคบกับเค้าต่อ เราก็จะไม่ว่าอะไรแล้ว แล้วถ้าแคทจะโกรธเราต่อไป
เราก็เข้าใจ”
ดวงตากลมโตฉายแววหม่นอย่างเห็นได้ชัดและเหมือนจะมีน้ำคลอๆที่หน่วยตา
แต่ร่างสูงนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไปทันที
ไม่รอให้เพื่อนสาวได้เอ่ยปากอะไรอีกเลย
รุ่งขึ้น พอก้าวเท้าเข้าไปที่บริษัท
หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมาแบบประหลาดๆ
แคททำเป็นไม่สนใจก่อนจะเดินไปที่โต๊ะของตัวเอง
“น้องแคท”
รุ่นพี่ที่นั่งทำงานใกล้ๆกันค่อยๆหันมาทำท่ากระซิบกระซาบ “เค้าลือกันให้หึ่งเลยว่าน้องแคทเลิกกับนิวเพราะน้องแคทเป็นเลส
จริงเหรอ”
คนพูดทำหน้าเหยเกเล็กน้อยเหมือนกลัวว่าคนฟังจะด่าเอาถ้าฟังจบยังไงยังงั้น
“หา”
หญิงสาวร้องดังลั่นจนรุ่นพี่สาวใหญ่ต้องเข้ามาแตะแขนเบาๆให้ลดเสียงหน่อย
“ใครมันพูดคะ”
“ไม่จริงใช่มั้ยจ๊ะ พี่ก็ไม่เชื่อหรอก
แต่ว่าได้ยินพวกผู้ชายน่ะเมาท์กันมันเลย”
“แล้วใครบอกคะว่าแคทเลิกกับพี่นิวแล้ว...” ยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น หญิงสาวยกหูรับแบบงงๆว่าใครกันนะที่โทรมาแต่เช้าแบบนี้ได้
“ฮัลโหล น้องแคทเหรอครับ นี่พี่นิวนะ...”
เธอกำลังจะอ้าปากถามเรื่องข่าวลือที่กระหึ่มไปทั่วแต่ปลายสายก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“คือ พี่อยากจะโทรมาบอกว่า...ระหว่างเราสองคน
ให้มันจบไปแค่นี้เถอะครับ พี่ขอโทษ ที่พี่ไม่รู้มาก่อนว่าน้องแคทไม่ชอบผู้ชาย”
หญิงสาวรู้สึกเหมือนโดนเอาหินทุบหัว “หมายความว่าไงคะ”
“ก็น้องตุลย์น่ะเค้าไม่ชอบผู้ชาย
เค้าบอกพี่ชัดแจ้งแดงแจ๋เลย เค้าว่าเค้าไม่ชอบผู้ชาย เค้าไม่อยากมีแฟน
เค้าบอกว่าที่เค้ามายุ่งกับพี่เพราะไม่อยากให้เราคบกัน แปลว่าน้องสองคน...เป็นอย่างที่พี่คิด
ใช่มั้ยครับ...”
แคทเริ่มจะเดาได้ลางๆแล้ว “แล้วทำไมจู่ๆตุลย์เค้าถึงพูดกับพี่อย่างนั้นล่ะคะ...”
เงียบ หญิงสาวยิ้มเยาะมุมปากนิดหนึ่ง
“เพราะพี่ไปบอกว่าชอบเค้าแล้วจะขอเลิกกับแคทใช่มั้ยล่ะคะ” อีกฝ่ายพูดไม่ออก มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นสูดลมหายใจลึก
“ก็ได้ค่ะ
แคทคิดว่าพี่จะเป็นสุภาพบุรุษกว่านี้ซะอีกที่จะไม่บอกเลิกกับผู้หญิงทางโทรศัพท์แบบนี้
ทำไมคะ ไม่กล้าแม้แต่จะเดินมาคุยเหรอคะ เพราะกลัวความผิดสินะคะ
กลัวว่าตุลย์จะบอกแคทใช่มั้ยคะว่าพี่ไปขอเค้าเป็นแฟน เลยทำเป็นอ้างเรื่องว่าแคทเป็นเลสเบี้ยนแทนใช่มั้ยคะ
แค่นี้นะคะ สวัสดีค่ะ”
เธอวางหูโทรศัพท์แล้วก็หลับตาลงครู่หนึ่งพร้อมกับถอนหายใจยาว
พอลืมตาขึ้นมาก็เจอกับสายตาสอดรู้ของรุ่นพี่คนเดิมที่ยังนั่งหน้าแป้นอยู่ไม่ห่าง
“สรุปว่าน้องแคทเป็น...อย่างที่เค้าว่าจริงๆเหรอคะ”
เธอไม่ตอบแต่กลับยิ้มให้บางๆก่อนจะหมุนเก้าอี้หันไปเปิดแฟ้มบนโต๊ะออกอ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้คนที่อยากรู้ไปสรุปเอาเอง
“ไม่เป็นไรแน่เหรอ ทำแบบนี้” ตุลย์พูดขึ้นมาเบาๆหลังจากเพื่อนสาววางจานขนมหน้าตาน่ารักลงบนโต๊ะ
หญิงสาวตัวเล็กกว่าเพียงแต่ยิ้มน้อยๆและส่ายหน้า
“ใครมันจะเข้าใจยังไงก็ช่างมัน ผู้ชายพรรค์นั้น
เลิกๆไปซะได้ก็ดีแล้ว”
เธอว่าพลางตักเค้กเข้าปากด้วยท่าทางชื่นมื่นสุดๆ
“เราขอโทษนะ...จะว่าไปถ้าไม่ใช่เพราะเรา
แคทกับเค้าก็คงจะยัง...”
หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มือเล็กๆเลื่อนมากุมมือมือเรียวยาวเอาไว้ก่อนจะบีบกระชับให้แน่นขึ้น
“บ้า อย่าคิดอย่างนี้อีกนะ ถ้าไม่มีตุลย์
เราก็คงคบเค้าไปเรื่อยๆ เผลอๆอาจจะแต่งงานก็ได้ แล้วมันก็คงแย่กว่าที่แต่งงานกันไปแล้ว
ถึงเพิ่งจะมารู้สันดาน เอ๊ย นิสัยน่ะ แบบนั้นไม่ไหวแน่....”
“แคทไม่คิดว่าเราโกหกบ้างเหรอ เรื่องที่ว่าเค้าบอกว่าชอบเราน่ะ” เธอถามลองเชิงดูซึ่งเพื่อนสาวก็ถอนใจทีหนึ่งก่อนจะทำท่านึกพลางกลอกตาไปมา
“ไม่รู้สิ
ตอนนั้นเราอาจจะบ้าที่พูดไม่ดีกับตุลย์ แต่พอเอาเข้าจริง
เราก็รู้ว่าตุลย์ไม่โกหกเราเด็ดขาด ตุลย์ไม่มีทางแย่งผู้ชายของเพื่อนหรอก
ไม่งั้นไอ้คนที่เราชอบที่มันมาชอบตุลย์ตั้งแต่สมัยไหนๆคงไม่โดนตุลย์ไล่กระเจิงไปหมดหรอก” สองสาวหัวเราะคิกคักเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต
“...แต่ว่า
เราเองซักวันหนึ่งก็อยากจะมีครอบครัวเหมือนกันนะ แต่ตุลย์พูดถูก เราไม่ควรรีบร้อน
ถ้าไม่ถูกใจจริงๆ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเอา ใช่มั้ย ต่อให้ชาตินี้จะหาแบบถูกใจไม่ได้
ก็ช่างมันเหอะ ของแบบนี้อยากมามันก็มาเองแหละ...อ๊ะ อีกอย่างนะตุลย์ ถึงเราจะมีแฟน
เราก็ไม่มีวันทิ้งตุลย์ให้อยู่คนเดียว
เหมือนที่ตุลย์ก็ไม่เคยทิ้งให้เราต้องอยู่คนเดียวเวลาที่ตุลย์มีแฟนไงล่ะ”
“แล้วถ้าแฟนแคทเค้าไม่ชอบให้แคทรักเพื่อนมากกว่าแฟนล่ะ” ตุลย์ลองถามยิ้มๆ
คนถูกถามนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะฉายแววระริกในตาแล้วตอบ
“...ก็ช่างหัวมัน...”
____________________________________________________________
The End
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะคะ แล้วพบกันเดือนหน้า

จบได้ชวนคิดดีค่ะ เขียนอีกนะคะ สู้ๆๆ จะตามอ่านค่ะ
#1 By (^_^)/nana on 2008-06-10 00:46