Lust Catastrophe
posted on 06 Jul 2008 11:46 by virginterritory in LovecatastropheInspired by true story
Story by Chantana B.
Chaper One
10 ก.พ. 2550 (วันอังคาร)
ไม่ได้เขียนไดอารี่นานแค่ไหนแล้วนะ
ครั้งสุดท้ายก็คงตอนเรียนจบใหม่ๆ ล่ะมั้ง ก็ตอนนั้นเพิ่งเลิกกับแบงค์
ก็เลยมีเรื่องให้เขียนเยอะแยะไปหมด แต่หลังจากนั้นมา ชีวิตมันก็ช่างน่าเบื่อ วันๆ
ไม่เห็นมีอะไรใหม่ ฉันก็เลยเลิกเขียน
.....
.........
/// (> u < ) /// แต่ตอนนี้ มีเรื่องให้เขียนแล้วล่ะ (อิๆ)
ทำงานที่นี่มาได้ สองเดือนละ ทีแรกเข้ามาก็คิดว่างั้นๆ แหละ แต่ได้ทำงานที่นี่
มันก็ดีกว่าเข้ากรุงเทพล่ะนะ ยังไงเชียงใหม่ค่าใช้จ่ายมันก็น้อยกว่า
จะได้แชร์ค่าหอกับน้องด้วย (แต่น้องก็ไม่ได้ออกตังค์นี่หว่า
แต่เราก็ขอแม่ได้ถ้าไม่พอ ฮ่าๆๆ) ดีกว่าไปทำงานอยู่กรุงเทพคนเดียวตั้งแยะ
แต่ตอนลาออกจากบริษัทที่กทม. ก็เหมือนบังคับตัวเองให้เลิกติดต่อกับพี่ทิว เสียดายนิดๆ แหละตอนนั้น ถ้าอยู่ต่อที่โน่น ป่านนี้เรากับพี่ทิวก็คง.....(โฮะๆๆ) ก็พี่เค้าทะเลาะกับแฟนแทบจะวันเว้นวัน แถมไปกินข้าวกลางวันกับเราก็ออกจะบ่อย เราชอบพี่ทิวเพราะเค้าใจดี พี่ทิวก็คงชอบเรา ไม่งั้นคงไม่ไปกินข้าวกับเราหร้อก ติดแต่ว่ายัยพี่แหม่มแฟนพี่ทิวน่ะซี่...ชอบมาจุ้นจ้าน ยิ่งรู้ว่าเราไปกินข้าวกับพี่ทิวยิ่งมาออฟฟิตอย่างบ่อย ฮึ ไม่รู้จะหึงไปทำไม้ ผู้ชายเค้าก็ไม่ได้รักตัวเองแล้วซะหน่อย แต่ก็นะ...พอมีเรื่องมีราว ทำงานไปก็ไม่ค่อยสนุก ลาออกดีกว่า กลับมาอยู่เชียงใหม่ แม่บอกว่าจะได้กลับบ้านได้บ่อยหน่อย เออ ก็ดีมั้ง
แต่ตอนนี้ใครจะสนพี่ทิวล่ะ เชอะ มาเจอตอนนี้หน่อยไม่ได้แม่จะเชิดใส่
ทำงานมาตั้งนาน ฉันเพิ่งเห็นล่ะว่า พี่ตี๋เค้าชอบมองฉันบ่อยๆ อย่างวันนี้ตอนเดินไปส่งปรินท์เอาท์ให้ฝ่ายอาร์ตจัดหน้า พี่ตี๋เค้าก็เหล่มองฉันตั้งนานล่ะ (ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะเนี่ย)
แล้ววันนี้พี่เอ พี่ติ๊ก พี่เป้ ที่อยู่ฝ่ายบัญชีก็ชวนเราไปกินข้าวด้วยกัน ทั้งที่เก้าอี้มีตั้งเยอะ แต่พี่ตี๋เค้าก็เลือกนั่งข้างฉันนะ
ข้าวกลางวันวันนี้เลยอร่อยสุดๆ ไปเลย
ดึกแล้ว นอนละดีกว่า พรุ่งนี้ฉันต้องตื่นแต่เช้า จะได้รีบไปทำงาน
16 ก.พ. 50 (วันจันทร์)
เย้ ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว หลังจากตื่นแต่เช้าไปยืนรออยู่หน้าปากซอยทางเข้าหอพักมาสามสี่วัน วันนี้ก็ “บังเอิญ” เจอพี่ตี๋ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดิบพอดีแหละ (โฮะๆๆ) ฉันออกไปยืนโบกรถสองแถวแล้วเค้าก็เลยเห็นฉันจนได้แหละ ไม่ได้ขอนะเนี่ย แต่พี่ตี๋เค้าก็ยอมให้ฉันติดรถมาทำงานล่ะ
ฉันเห็นพวกพี่เอ พี่ติ๊ก จ้องตาเป็นมันเลย เวลาฉันเดินเข้าออฟฟิตพร้อมพี่ตี๋น่ะ
ฮิๆๆ
9 มี.ค. 50 (วันพุธ)
วันนี้อากาศร้อนเป็นบ้า พักกลางวันฉันชวนพี่ตี๋ไปกินข้าวด้วยกันสองคน จริงๆก็ไปกันสองคนมาได้ซักพักแล้วนะ ก็ฉันไม่ชอบไปกินกับพวกผู้หญิงในแผนกนี่นา พวกนั้นน่ะ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ น่าเบื่อจะตาย ฉันอยากไปกับพี่ตี๋มากกว่า อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ฉันว่าฉันต้องชอบพี่เค้าแล้วแน่ๆเลยล่ะ แรกๆ เราสองคนก็จะไปกินกับคนอื่นๆไปกันหลายๆคน แต่หลังๆ ฉันก็รู้สึกว่าไปกินกันหลายคนมันวุ่นวาย น่ารำคาญ เลยชวนเค้าไปสองคนดีกว่า อีกอย่าง เราก็กินอะไรเหมือนๆ กันด้วย ของที่พี่เค้าชอบกินเป็นของที่ฉันก็อยากกิน
ฉันเบื่อพวกขี้นินทา
ชอบจับกลุ่มซุบซิบเวลาเห็นฉันไปไหนมาไหนกับพี่ตี๋ ฉันรู้นะ
พี่เป้มาเปรยๆ กับฉันว่า พี่ตี๋มีแฟนแล้ว อ้อ ไม่สิ ไม่ใช่แค่แฟนธรรมดานะ
แต่เค้าแต่งงานกันแล้ว เพิ่งแต่งเมื่อสองเดือนก่อนฉันเข้ามาทำงานนี่เอง (T_T) อย่างพี่ตี๋น่ะ
ยังดูหนุ่มอยู่มากไม่น่ารีบแต่งงานเล้ย ฉันว่าก็คงจะโดนจับแต่งละมั้ง
ตามประสาครอบครัวคนจีนน่ะแหละ พี่เค้าก็คงจะเลี่ยงไม่ได้
ฉันไม่เคยได้ยินพี่ตี๋พูดถึงแฟนเค้าให้ฉันฟังสักครั้งเดียวเลย
ช่างปะไร ฉันไม่สนใจหรอก
ก็ฉันแค่ชอบเขาหนิ ไม่เห็นจะเดือดร้อนใครเลยนี่นา
แต่พี่ตี๋บอกฉันว่า เพื่อให้เสียงนินทาซาๆ ลงไปบ้าง ถ้าฉันจะติดรถเค้ามาทำงานทุกๆ เช้า เค้าจะส่งฉันที่หน้าปากซอยแทน แล้วเวลากลับ ก็ให้ฉันไปรอขึ้นรถที่หน้าปากซอยแทน
ยังไงก็ได้แหละนะ ขอให้ฉันได้กลับกับเค้าก็พอใจแล้วล่ะ
เค้าจะมี.ใครที่บ้านก็มีไปสิ ฉันขอแค่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้เอง
23 มี.ค. 50 (วันศุกร์)
วันนี้ออกไปทำคอลัมน์ข้างนอก
ไปสัมภาษณ์ผอ. ททท. น่าเบื่อมากๆเลย
ฉันไปสาย 20 นาที ซวยชะมัด
ก็ฉันไม่เคยใส่รองเท้าส้นสูงนี่นา อยู่ดีๆ ให้มาแต่งตัวดีๆ ออกไปสัมภาษณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ ฉันไม่ถนัดเอาซะเล้ย คราวก่อนบริษัทมีงานเปิดตัวหนังสือ ฉันต้องบากหน้าไปขอยัยพี่กระเทยในแผนกให้แต่งหน้าให้หน่อย น่าเจ็บใจนิดๆ ที่ต้องขอมัน แต่ก็ทำไงได้ ฉันไม่เคยแต่งหน้า ไม่มีเครื่องสำอางซักชิ้น แต่งหน้านี่เค้าแต่งกันยังไงเหรอ พวกผู้หญิงที่แต่งตัวจัดๆน่ะ จะดูโง่ สมองกลวงในสายตาผู้ชาย ฉันก็เลยไม่ทำ ฉันรู้จักผู้ชายมากี่คนๆ ก็ตกม้าตายกับพวกหน้าซื่อตาใสกันทั้งนั้นแหละ ฉันเลยไม่ชอบแต่งหน้าไง...ว้าย ไม่ใช่นะ ฉันเปล่าจะไปอ่อยให้ใครมาติดกับฉันนะ แต่ฉันว่าฉันสวยแบบใสๆ ดีกว่าตั้งแยะ จะได้ดูเป็นเด็กตลอดเวลาไง้
พี่ตี๋ก็บอกว่าชอบที่ฉันไม่แต่งหน้าแต่งตัว ดูธรรมชาติดี ก็เหมือนที่พี่ทิวพูด เหมือนพี่แบงค์พูด
เห็นมั้ยล่ะ ว่าไม่แต่งหน้าก็มีคนมาชอบได้ หึๆๆ
ลืมเรื่องสำคัญไปได้ไงเนี่ย
วันนี้หลังเลิกจากไปทำคอลัมน์ ฉันนั่งรถกลับมากับพี่ขวัญ พี่ที่แผนก
ฉันเลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องของฉันกับพี่ตี๋
(ก็พี่เค้าถามว่าที่คนอื่นนินทากันน่ะจริงหรือเปล่า พี่ขวัญนี่ก็ดูเหมือนจะหวังดีแบบแปลกๆ)
ฉันก็เลยต้องเล่าให้เค้าฟังน่ะสิ ว่าฉันกับพี่ตี๋น่ะ
นอกจากไปกินข้าวกลางวันด้วยกันทุกวันแล้ว ตอนเย็น เค้าก็จะไปส่งฉันที่หอพัก
บางวันก็แวะหาอะไรกิน สองสามครั้งที่เค้าจะขึ้นไปนั่งเล่น ดูทีวีบนห้อง
ก่อนจะกลับบ้านไปหาแฟนเค้า
ฉันบอกพี่ขวัญว่า ฉันรู้นะว่ามันผิด แต่ฉันจะทำยังไงดี ฉันชอบเค้าไปซะแล้ว ชอบมากๆ
ซะด้วย หรือฉันควรจะลาออกเหมือนตอนที่ฉันชอบพี่ทิว แบบนั้นก็แย่สิ
กว่าฉันจะหางานได้ มันก็ไม่ใช่ง่ายๆนะ ฉันไม่มีวันยอมลาออกหรอก
ฉันถามพี่ขวัญว่าฉันจะทำยังไงดี พี่ขวัญบอกว่าให้ฉันตัดใจ แหม พูดน่ะก็ง่ายหรอก
แต่ทำน่ะ มันง่ายอยู่เสียเมื่อไหร่ล่ะ
ถึงฉันจะตัดใจก็เถอะ แต่ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าพี่ตี๋จะตัดใจจากฉันด้วยน่ะ ฉันว่าเค้าก็ชอบฉันบ้างแหละ ไม่มากก็น้อย ฉันเคยลองแย้บๆถามเค้าเรื่องแฟนเค้า เค้าบอกว่า เค้าคบกันมาได้ซักพัก แล้วที่บ้านเห็นว่าเหมาะสมก็เลยให้แต่งงานกัน เห็นมะ โดนผู้หญิงจับจริงๆด้วย
แต่เพื่อนฉันบอกว่าผู้ชายน่ะ
จะโกหกจะพูดอะไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองดูดีเวลาอยากได้เรา แต่ฉันไม่เชื่อหรอก
ฉันเชื่อความรู้สึกตัวเองดีกว่า ฉันเชื่อว่าเค้าพูดจริง ไม่โกหก เค้าคงอยากเลิกกับแฟนเค้าเหมือนกันแหละ
แต่ติดที่พ่อแม่ ฉันว่านะ
คนมาทีหลัง จำเป็นต้องเสียสละด้วยเหรอ แล้วคนมาก่อน จำเป็นต้องได้ครอบครองงั้นเหรอ
บ้าที่สุด ฉันไม่สนใจหรอก
28 มี.ค. 50 (วันพุธ)
ฉันไม่เสียใจหรอกนะ
กับสิ่งที่ทำลงไป ฉันว่ามันเหมาะสม สมควร แล้วก็ถึงแก่เวลาแล้ว
คนเรารักกัน ก็ต้องทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ จริงไหม?
วันนี้ฝนตกหนัก
ตกแบบประหลาด เป็นฝนผิดฤดูโดยแท้ แต่สำหรับฉันแล้ว
มันเป็นฝนที่พระเจ้าอาจจะประทานมาให้ฉันก็ได้ ท่านอาจจะอยากบอกกับฉันว่า
มันถึงเวลาแล้ว ก็เป็นได้
วันนี้พี่ตี๋มาส่งฉันที่หอพักอย่างเคย แต่เพราะฝนตกหนัก ฉันเลยชวนเค้าขึ้นมานั่งรอให้ฝนหยุดก่อน บรรยากาศมันเป็นใจน่ะ
แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษบรรยากาศนักหรอกนะ
ฉันออกจะนึกขอบคุณฝนที่ตกไม่ลืมหูลืมตาด้วยซ้ำ เรานั่งมองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง
พี่ตี๋นั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ฉันนั่งบนเตียง
ห้องพักของฉันมันก็แคบ เราอยู่ไม่ห่างกันนักหรอก ถึงเสียงฝนจะตกหนัก
แต่ฉันได้ยินเสียงใจตัวเองเต้นแรง ฉันยื่นผ้าขนหนู ส่งให้เค้าเช็ดผม
มือของเราสัมผัสกัน มันเป็นประกายไฟประหลาดแล่นสู่ร่างฉัน ราวกับคนไม่เคย
ฉันรู้สึกสะเทิ้นอาย แต่ก็ไม่มากพอที่จะยับยั้งไม่ให้ฉันพูดอะไรบ้าๆ ออกไป
พี่เค้ากำลังจะกลับ ตั้งท่าจะลุก แต่ฉันดึงมือเค้าไว้ ขอร้องว่าฉันเหงา
อยู่เป็นเพื่อนฉันสักเดี๋ยวจะได้ไหม ฝนตกหนักฉันกลัว
ถ้าเค้าต้องขี่รถกลับไปก็คงอันตราย ฉันเอื้อมมือไปคล้องแขนเค้าไว้ เรามองหน้ากัน
ฉันพูดออกไปแล้วน้ำตาก็ไหล ไม่รู้สิ ฉันแค่อยากร้องไห้ มันไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่คิดว่าถ้าร้องคงจะดี
ฉันบอกว่าฉันอยากกอดเค้า พี่ตี๋นิ่งอยู่อึดใจ แล้วก็บอกว่า ได้สิ.......
เรายืนกอดกัน นานเนิ่น แล้วหลังจากนั้น
เรื่องราวมันก็ดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น
พี่ตี๋ลุกขึ้น แต่งตัว สวมกางเกง ฉันยังนอนอยู่ เค้ามีท่าทางเครียดไปเล็กน้อย
ไม่รู้สิ ฉันอาจคิดมากไปเองก็ได้ เค้าลูบผมฉันเบาๆ แล้วบอกว่า พี่กลับก่อนนะ
แล้วก็ปิดประตูห้องออกไป
ฉันไม่ได้ลุกไปส่ง เพราะอยากจะนอนอยู่บนที่นอนอย่างนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์ ที่นอนที่เมื่อสักครู่นี้ ยังมีไออุ่นของเค้า
กรุ่นๆ อยู่
_________________________________________________________
อ่านต่อตอน 2
#1 By (^_^)/nana on 2008-07-07 09:48