จุดรักชะงักงัน by บรรเจิด แสนจรัส ตอน 1
posted on 30 Aug 2008 13:18 by virginterritory in WhenLoveGetsStuck
สวัสดีทุกท่าน เราขอแนะนำ นักเขียนใหม่ที่จะมาร่วมเขียนเรื่องในบล๊อคด้วยกันกับเรา
ความจริงแล้วเป็นเรื่องของเดือนสิงหาคม แต่เพราะความขัดข้องทางเทคนิคทำให้มาอัพได้ช้ามาก (เกือบจะกันยาแล้ว)
ขอให้ทุกคนเอนจอย และเราจะทยอยหาคนมาเขียนอีกเรื่อยๆ โปรดอดใจรอ
________________________________________________________
จุดรักชะงักงัน
Story by บรรเจิด แสนจรัส
“กริ้งงงงงงงงงง กริ้งงงงงงงงงง”
6โมงครึ่ง กับเช้าวันจันทร์อันน่าเหนื่อยหน่าย อีกหนึ่งสัปดาห์ที่จะผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพื่อพบกับแสงแดดแรกของวันต้นสัปดาห์
“ตื่นได้แล้วข้าวหอม เดี๋ยวไปทำงานสายนะลูก” เสียงแม่เรียก
“ค่ะ ตื่นแล้ว ตื่นแล้วค่ะ” ฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นจากเตียง
พลันสมองคิดทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพยัยแป้งเพื่อนรักคะยั้นคะยอให้ฉันกระดกเตอกิร่าเป็นจอกที่ 12
มาถึงตอนนี้ พิษสุราทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ฉันเดินสะโหลสะเหล่ตรงไปที่ฝักบัวอาบน้ำ หวังให้สายน้ำชำระล้างความงัวเงียออกไป
คิดเคืองยัยแป้งอยู่ไม่น้อย นี่ถ้าไม่ใช่โอกาสพิเศษอย่างนี้ ฉันไม่มีทางเมาหัวราน้ำในคืนวันอาทิตย์เด็ดขาด
แป้งย้ำว่าหล่อนอยากฉลองสละโสดไปพร้อมกับฉลองวันเกิด
งานแต่งงานน่ะสิ้นเดือนนี้ แต่เราฉลองกันสามครั้งได้แล้ว
พี่ชีพกับแป้งคบกันมาได้ 5 ปี นับตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ หล่อนตื่นเต้นไม่เบาที่จะได้ร่วมหอลงโลงกับใครสักคน
ผิดกับฉันที่หยุดคิดเรื่องความรักมาได้ราวสามปีเต็มและไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองใครเพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่
ก็เพราะเกริก ผู้ชายเฮงซวย ใช่ ฉันต้องโทษเขาคนเดียว แฟนคนแรกและคนเดียวของฉัน เราคบกันมาเกือบ 2 ปีเต็ม
สาเหตุเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาของทุกวันนี้
“กิ๊ก” ฉันเกลียดคำนี้เข้าไส้ จะไม่ให้ฉันระคายกับคำนี้ได้ยังไง ในเมื่อฉันจับได้ว่าเขามีผู้หญิงซ่อนไว้ไม่ต่ำว่า 6 คน
ผู้ชายคนนี้คงกะจะทำสถิติโลกในการควงหญิงกระมัง
ในหมู่เพื่อนฝูง บ้างก็ว่าฉันเข็ด บ้างก็ว่าฉันใจเสาะ
แต่ความเจ็บปวดครั้งนั้น มันฝากบาดแผลไว้เกินกว่าที่ฉันคาดการณ์
ฉันไม่ไว้ใจผู้ชายหน้าไหนอีกต่อไป
“รักตัวเอง ดูแลตัวเอง” เป็นคำปลอบใจปลอมๆ ที่ฉันมักหยิบยกมาใช้ ยามถูกคาดคั้นว่ามีแฟนใหม่รึยัง
ฉันบิดขี้เกียจอยู่พักใหญ่ ทอดสายตาไปทางหน้าต่างหัวเตียง
นกพิราบสีเทาตัวเดิมยังคงเกาะอยู่บนหลังคาเพื่อนบ้าน มันทำรังอยู่บนนั้นได้สักสองเดือน
“มันไม่เบื่อบ้างเหรอ” ฉันคิด
ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยุงร่างอันเหมื่อยล้าลุกขึ้นจากเตียงสปริงคลุมผ้าฝ้ายสีขาวนุ่มสบาย
กิจวัตรประจำวันวันต่างๆ ผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัว สิ่งเหล่านี้ผ่านไปเหมือนเคย
ฉันวิ่งลงมาจากรถตู้ ท้องยังว่าง
อีกสามนาทีจะ 9 โมงตรง ฉันก้มลงดูนาฬิกาข้อมือด้วยอาการผวาเล็กน้อย นี่ทำให้รอยหยักในหัวสมองตื่นตัวขึ้นมาหน่อย
และเท้าทั้งสองข้างรู้ดีว่า หน้าที่ของมันตอนนี้คือสาวไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด “อีกก้าวเดียวลูก”
ใช่ฉันมาถึงเครื่องสแกนนิ้วมือแล้ว หางตาเหลือบไปเห็นพี่แดง ผู้ช่วยประธานบริษัท
หล่อนมองหน้าฉันอย่างประหลาด แต่ตอนนี้ ฉันรีบเสียจนไม่มีอารมณ์จะยกมือขึ้นไหว้ใครหน้าไหนทั้งนั้น
อีกครั้งที่ฉันพบตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเครื่องคอมพิวเตอร์สีขาวอยู่ตรงหน้า โทรศัพท์ และเครื่องส่งแฟกซ์
“จะมีอะไรน่าเบื่อกว่านี้อีกไหม”
กลิ่นกาแฟร้อนของพี่ขวัญแผนกการเงิน ลอยมาเตะจมูก
“เอากาแฟสักแก้วไหมหนูข้าว”
ฉันพยักหน้าเออออไปกับหล่อน ฉีกยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก ถ้านี่จะทำให้ใครบางคนรู้สึกดีขึ้นบ้าง ฉันก็ไม่ขัดขืน
“เห็นเงาในกระจกนั้นไหม” ฉันนั่งท้าวคาง พร่ำถามตัวเองเมื่อมองไปที่กระจกกั้นออฟฟิส
ผู้หญิงวัยทำงานคนหนึ่ง หล่อนดูฉลาดไม่เบาท่ามกลางโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร
หล่อนใส่เสื้อเชิ้ต กระโปรงรัดรูป รองเท้าส้นสูงดูทันสมัย
แต่ดูให้ดีสิ ผมยาวที่ดัดเป็นหล่อนอ่อนๆ กับเครื่องสำอางแบรนด์เนม ช่วยปกปิดอะไรบางอย่าง
ฉันขนลุกสู่เมื่อจนมุมกับความคิดนี้
นี่ใช่เด็กหญิงคนที่เคยร่าเริงสดใส คนที่เคยหัวเราะหยอกล้อกับเพื่อนฝูงรึเปล่า
ชีวิตวัยรุ่นผ่านไปแสนรวดเร็ว เรียนจบ ทำงานตามสายที่เคยเรียนมา ฉันก็แค่ทำเหมือนคนอื่นๆ
แต่ดูฉันตอนนี้สิ ภาระการงาน ข้าวของที่ต้องผ่อน เงินทองที่ต้องหา เด็กสาวคนนั้นไม่มีตัวตนอีกต่อไป
ผู้หญิงคนนี้จมอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “งาน” วันละแปดชั่วโมง อาจมากกว่านั้นถ้าต้องทำโอที
กองแฟ้มเอกสารที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหล่อนเลยแม้แต่น้อย
เจ้านายชาวอังกฤษที่เอาแต่ใจตัวเอง และแสดงอาการดูถูกหล่อนอยู่บ่อยครั้ง
พักหลังเจมส์ดูจะกระฟัดกระเฟียดแบบไม่เกรงใจใครอีกต่อไป เขาสบถเป็นภาษาอังกฤษทุกๆ ชั่วโมง
“Kathy, is that the best you can do, ha!???” เขาตะโกนลั่นห้อง
ฉันหายใจเข้าแรงๆ อีกครั้ง รวบรวมสติ คว้าเอกสารการเงิน เอื้อมมือไปเคาะประตูห้องเจมส์พร้อมกับเรียกชื่อเขา
เจมส์บอกเป็นนัยให้ฉันทำรายงานการประชุมให้เสร็จภายในวันนี้
“วางไว้บนโต๊ะผมพรุ่งนี้เช้า 9 โมงตรง เข้าใจไหม เคที”
“เคที เคที เคที กูชื่อข้าวโว้ย” ฉันแอบโวยวายอยู่ในใจเพราะระอากับท่าทางเย็นชาของเขา
เคทีเป็นชื่อที่ครูอเมริกันตั้งให้ฉันสมัยเรียนปีหนึ่ง เขาว่าชื่อข้าว ออกเสียงยาก
ในที่สุด ฉันบรรจงวางรายงานการประชุมลงบนโต๊ะเจ้านายใจยักษ์
ทำท่ายิงปืนใส่กรอบรูปใบนั้น รูปที่เจมส์มีน้องแพรว สาวร่างเล็ก ผิวสีแทน อยู่ในอ้อมกอด
พักหลัง แม่คนนี้หมั่นโทรเข้าออฟฟิสเหลือเกิน อย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง
ที่เจมส์มาเร่งฉันให้ทำงานมาส่งพรุ่งนี้เช้า ก็ไม่ใช่อะไร เพราะเขาจะแอบแว้บไปเซ็นสัญญาซื้อบ้านกันแถวบางนา
เจมส์ว่าเขาอยากมีครอบครัว มีลูกกับน้องแพรวสัก 3 คน และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองไทย
18.45 น. ฉันคว้ากระเป๋าโปโลสีเทาเข้มใบโปรด กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาจากออฟฟิสด้วยหัวใจเบิกบาน
ผิดกับเมื่อเช้าที่แสนที่จะห่อเหี่ยว ฉันตะโกนบอกลาพี่ขวัญที่ยังปิดบัญชีไม่ลง ด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นที่สุดในชีวิต
“หนูกลับก่อนนะพี่”
ฉันแวะ Seven Eleven ที่สถานีรถไฟฟ้าเหมือนเคย ซื้อไส้กรอกชีสบิ๊กไบท์มา 2 อัน หวังจะฟาดเป็นอาหารเย็น
กว่าจะกลับถึงบ้านคงประมาณสองทุ่มกว่า อีกอย่างคงไม่เหลืออะไรให้ฉันกินแล้ว
อาหารที่เหลือคงลงกระเพาะเจ้าดัสกี้ หมาพันธุ์ทางสีดำตัวโปรดของแม่
“เวรกรรม” ฉันทำมัสตาร์ดเลอะเสื้อตรงอกซ้าย
เยี่ยมไปเลยฉันเพิ่งถอยเสื้อตัวนี้มาได้ในราคาเซลล์สุดๆ เมื่ออาทิตย์ก่อน “850 บาท” ฉันรำพึงในใจ
ไม่ทันไร ใครบางคนชนฉันอย่างแรงจากทางด้านหลัง
บัดนี้ ไส้กรอกชีสตกลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้ไหม
วินาทีนั้น เสียงกรีดร้องแห่งความกดดันและ ความหิวที่สะสมมาหลายชั่วโมงรออยู่ที่ลำคอ
ฉันหันไปหาใครคนนั้นทันที ทำตาเขียว ความโกรธใดในโลกหาได้ทัดเทียมไม่
#1 By (^_^)/nana on 2008-08-30 19:18