สวัสดีทุกท่าน เราขอแนะนำ นักเขียนใหม่ที่จะมาร่วมเขียนเรื่องในบล๊อคด้วยกันกับเรา
ความจริงแล้วเป็นเรื่องของเดือนสิงหาคม แต่เพราะความขัดข้องทางเทคนิคทำให้มาอัพได้ช้ามาก (เกือบจะกันยาแล้ว)
ขอให้ทุกคนเอนจอย และเราจะทยอยหาคนมาเขียนอีกเรื่อยๆ โปรดอดใจรอ
________________________________________________________

จุดรักชะงักงัน
Story by บรรเจิด แสนจรัส

 

 กริ้งงงงงงงงงง กริ้งงงงงงงงงง

6โมงครึ่ง กับเช้าวันจันทร์อันน่าเหนื่อยหน่าย อีกหนึ่งสัปดาห์ที่จะผ่านไปอย่างเชื่องช้า

ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพื่อพบกับแสงแดดแรกของวันต้นสัปดาห์   

ตื่นได้แล้วข้าวหอม เดี๋ยวไปทำงานสายนะลูกเสียงแม่เรียก

ค่ะ ตื่นแล้ว ตื่นแล้วค่ะฉันตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นจากเตียง

พลันสมองคิดทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพยัยแป้งเพื่อนรักคะยั้นคะยอให้ฉันกระดกเตอกิร่าเป็นจอกที่ 12

มาถึงตอนนี้ พิษสุราทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ฉันเดินสะโหลสะเหล่ตรงไปที่ฝักบัวอาบน้ำ หวังให้สายน้ำชำระล้างความงัวเงียออกไป

 

คิดเคืองยัยแป้งอยู่ไม่น้อย นี่ถ้าไม่ใช่โอกาสพิเศษอย่างนี้ ฉันไม่มีทางเมาหัวราน้ำในคืนวันอาทิตย์เด็ดขาด

แป้งย้ำว่าหล่อนอยากฉลองสละโสดไปพร้อมกับฉลองวันเกิด 

งานแต่งงานน่ะสิ้นเดือนนี้ แต่เราฉลองกันสามครั้งได้แล้ว

พี่ชีพกับแป้งคบกันมาได้ 5 ปี นับตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ หล่อนตื่นเต้นไม่เบาที่จะได้ร่วมหอลงโลงกับใครสักคน

ผิดกับฉันที่หยุดคิดเรื่องความรักมาได้ราวสามปีเต็มและไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองใครเพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่

ก็เพราะเกริก ผู้ชายเฮงซวย ใช่ ฉันต้องโทษเขาคนเดียว แฟนคนแรกและคนเดียวของฉัน เราคบกันมาเกือบ 2 ปีเต็ม

สาเหตุเป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาของทุกวันนี้

กิ๊ก ฉันเกลียดคำนี้เข้าไส้ จะไม่ให้ฉันระคายกับคำนี้ได้ยังไง ในเมื่อฉันจับได้ว่าเขามีผู้หญิงซ่อนไว้ไม่ต่ำว่า 6 คน

ผู้ชายคนนี้คงกะจะทำสถิติโลกในการควงหญิงกระมัง

ในหมู่เพื่อนฝูง บ้างก็ว่าฉันเข็ด บ้างก็ว่าฉันใจเสาะ

แต่ความเจ็บปวดครั้งนั้น มันฝากบาดแผลไว้เกินกว่าที่ฉันคาดการณ์

ฉันไม่ไว้ใจผู้ชายหน้าไหนอีกต่อไป

รักตัวเอง ดูแลตัวเอง เป็นคำปลอบใจปลอมๆ ที่ฉันมักหยิบยกมาใช้ ยามถูกคาดคั้นว่ามีแฟนใหม่รึยัง

 

ฉันบิดขี้เกียจอยู่พักใหญ่ ทอดสายตาไปทางหน้าต่างหัวเตียง

นกพิราบสีเทาตัวเดิมยังคงเกาะอยู่บนหลังคาเพื่อนบ้าน มันทำรังอยู่บนนั้นได้สักสองเดือน

มันไม่เบื่อบ้างเหรอฉันคิด

ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยุงร่างอันเหมื่อยล้าลุกขึ้นจากเตียงสปริงคลุมผ้าฝ้ายสีขาวนุ่มสบาย

กิจวัตรประจำวันวันต่างๆ ผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัว สิ่งเหล่านี้ผ่านไปเหมือนเคย

 

ฉันวิ่งลงมาจากรถตู้ ท้องยังว่าง

อีกสามนาทีจะ 9 โมงตรง ฉันก้มลงดูนาฬิกาข้อมือด้วยอาการผวาเล็กน้อย นี่ทำให้รอยหยักในหัวสมองตื่นตัวขึ้นมาหน่อย

และเท้าทั้งสองข้างรู้ดีว่า หน้าที่ของมันตอนนี้คือสาวไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด อีกก้าวเดียวลูก

ใช่ฉันมาถึงเครื่องสแกนนิ้วมือแล้ว หางตาเหลือบไปเห็นพี่แดง ผู้ช่วยประธานบริษัท

หล่อนมองหน้าฉันอย่างประหลาด แต่ตอนนี้ ฉันรีบเสียจนไม่มีอารมณ์จะยกมือขึ้นไหว้ใครหน้าไหนทั้งนั้น

 

อีกครั้งที่ฉันพบตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเครื่องคอมพิวเตอร์สีขาวอยู่ตรงหน้า โทรศัพท์ และเครื่องส่งแฟกซ์

จะมีอะไรน่าเบื่อกว่านี้อีกไหม

กลิ่นกาแฟร้อนของพี่ขวัญแผนกการเงิน ลอยมาเตะจมูก

เอากาแฟสักแก้วไหมหนูข้าว

ฉันพยักหน้าเออออไปกับหล่อน ฉีกยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก ถ้านี่จะทำให้ใครบางคนรู้สึกดีขึ้นบ้าง ฉันก็ไม่ขัดขืน

 

เห็นเงาในกระจกนั้นไหม ฉันนั่งท้าวคาง พร่ำถามตัวเองเมื่อมองไปที่กระจกกั้นออฟฟิส

ผู้หญิงวัยทำงานคนหนึ่ง หล่อนดูฉลาดไม่เบาท่ามกลางโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร 

หล่อนใส่เสื้อเชิ้ต กระโปรงรัดรูป รองเท้าส้นสูงดูทันสมัย

แต่ดูให้ดีสิ ผมยาวที่ดัดเป็นหล่อนอ่อนๆ กับเครื่องสำอางแบรนด์เนม ช่วยปกปิดอะไรบางอย่าง

ฉันขนลุกสู่เมื่อจนมุมกับความคิดนี้

นี่ใช่เด็กหญิงคนที่เคยร่าเริงสดใส คนที่เคยหัวเราะหยอกล้อกับเพื่อนฝูงรึเปล่า

ชีวิตวัยรุ่นผ่านไปแสนรวดเร็ว เรียนจบ ทำงานตามสายที่เคยเรียนมา ฉันก็แค่ทำเหมือนคนอื่นๆ

แต่ดูฉันตอนนี้สิ ภาระการงาน ข้าวของที่ต้องผ่อน เงินทองที่ต้องหา เด็กสาวคนนั้นไม่มีตัวตนอีกต่อไป

ผู้หญิงคนนี้จมอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า งาน วันละแปดชั่วโมง อาจมากกว่านั้นถ้าต้องทำโอที

กองแฟ้มเอกสารที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหล่อนเลยแม้แต่น้อย

เจ้านายชาวอังกฤษที่เอาแต่ใจตัวเอง และแสดงอาการดูถูกหล่อนอยู่บ่อยครั้ง

พักหลังเจมส์ดูจะกระฟัดกระเฟียดแบบไม่เกรงใจใครอีกต่อไป  เขาสบถเป็นภาษาอังกฤษทุกๆ ชั่วโมง

“Kathy, is that the best you can do, ha!???” เขาตะโกนลั่นห้อง

ฉันหายใจเข้าแรงๆ อีกครั้ง รวบรวมสติ คว้าเอกสารการเงิน เอื้อมมือไปเคาะประตูห้องเจมส์พร้อมกับเรียกชื่อเขา

เจมส์บอกเป็นนัยให้ฉันทำรายงานการประชุมให้เสร็จภายในวันนี้

วางไว้บนโต๊ะผมพรุ่งนี้เช้า 9 โมงตรง เข้าใจไหม เคที

เคที เคที เคที กูชื่อข้าวโว้ยฉันแอบโวยวายอยู่ในใจเพราะระอากับท่าทางเย็นชาของเขา

 เคทีเป็นชื่อที่ครูอเมริกันตั้งให้ฉันสมัยเรียนปีหนึ่ง เขาว่าชื่อข้าว ออกเสียงยาก

 

ในที่สุด ฉันบรรจงวางรายงานการประชุมลงบนโต๊ะเจ้านายใจยักษ์

ทำท่ายิงปืนใส่กรอบรูปใบนั้น รูปที่เจมส์มีน้องแพรว สาวร่างเล็ก ผิวสีแทน อยู่ในอ้อมกอด

พักหลัง แม่คนนี้หมั่นโทรเข้าออฟฟิสเหลือเกิน อย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง

ที่เจมส์มาเร่งฉันให้ทำงานมาส่งพรุ่งนี้เช้า ก็ไม่ใช่อะไร เพราะเขาจะแอบแว้บไปเซ็นสัญญาซื้อบ้านกันแถวบางนา

เจมส์ว่าเขาอยากมีครอบครัว มีลูกกับน้องแพรวสัก 3 คน และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองไทย

 

18.45 น. ฉันคว้ากระเป๋าโปโลสีเทาเข้มใบโปรด กึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาจากออฟฟิสด้วยหัวใจเบิกบาน

 ผิดกับเมื่อเช้าที่แสนที่จะห่อเหี่ยว ฉันตะโกนบอกลาพี่ขวัญที่ยังปิดบัญชีไม่ลง ด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นที่สุดในชีวิต

หนูกลับก่อนนะพี่

ฉันแวะ Seven Eleven ที่สถานีรถไฟฟ้าเหมือนเคย ซื้อไส้กรอกชีสบิ๊กไบท์มา 2 อัน หวังจะฟาดเป็นอาหารเย็น

กว่าจะกลับถึงบ้านคงประมาณสองทุ่มกว่า อีกอย่างคงไม่เหลืออะไรให้ฉันกินแล้ว

อาหารที่เหลือคงลงกระเพาะเจ้าดัสกี้ หมาพันธุ์ทางสีดำตัวโปรดของแม่

 

เวรกรรมฉันทำมัสตาร์ดเลอะเสื้อตรงอกซ้าย  

เยี่ยมไปเลยฉันเพิ่งถอยเสื้อตัวนี้มาได้ในราคาเซลล์สุดๆ เมื่ออาทิตย์ก่อน “850 บาทฉันรำพึงในใจ

ไม่ทันไร ใครบางคนชนฉันอย่างแรงจากทางด้านหลัง

บัดนี้ ไส้กรอกชีสตกลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้ไหม

วินาทีนั้น เสียงกรีดร้องแห่งความกดดันและ ความหิวที่สะสมมาหลายชั่วโมงรออยู่ที่ลำคอ

ฉันหันไปหาใครคนนั้นทันที ทำตาเขียว ความโกรธใดในโลกหาได้ทัดเทียมไม่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โมโหหิวแล้ววววconfused smile

#1 By (^_^)/nana on 2008-08-30 19:18