ตอน 2 (อย่าลืมกดอ่านตอน 1 ก่อนนะ)

ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะใครคนนั้นก้าวเข้ามา ท่าทางร้อนรน

ฉันชะงักอยู่ครู่ใหญ่ พิเคราะห์ผู้หญิงคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

เธอสูงสัก 170 กว่าเห็นจะได้ ไหล่กว้างดูดีมากทีเดียวในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าลายทาง แขนและมือมีเส้นเลือดเห็นได้ชัดเจน

ผมสีดำประบ่าปรกดวงตาของหล่อน คิ้วเข้มนั้นเข้ารูปได้ทีกับจมูกโด่งและตาคู่นั้น ฉันคุ้นเคยดี

อ้าว อ้าวพี่เป้ฉันร้องเสียงหลง พนักงานที่เคาท์เตอร์คนหนึ่งหันมามอง

เอ้ย ข้าว ใช่ไหมเนี้ย โฮ้ ไม่ได้เจอกันสะนาน

นาน นานมากเลยพี่ ฉันตอบ หุบยิ้มไม่ได้

เกือบ 10 ปีแล้ว ที่ฉันไม่ได้พบเจอใบหน้านั้น ใบหน้าที่ฉันไม่เคยลืม

พี่เป้ นางสาวศิดาพร วัฒนาการ ฉันจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ หรือแม้แต่รหัสนักเรียน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์บ้าน

เพียงแต่ ตอนนี้มันอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว

ฉันติดต่อพี่เป้ไม่ได้อีกเลยหลังจากเขาไปเรียนต่อและอยู่กับญาติที่เชียงใหม่

พี่เป้กับฉันเคยอยู่โรงเรียนเดียวกัน เขาเป็นรุ่นพี่ฉัน 1 ปี

ใครบ้างจะไม่รู้จักพี่เป้  ดาวโรงเรียนหญิงล้วนของเรา

หัวหน้าชมรมบาสเก็ตบอล 3 ปีซ้อนคนนี้ พาทีมบาสชนะมาแล้วหลายต่อหลายเกม

เปล่าหรอก ฉันเล่นบาสไม่เป็น ดูยังไม่ค่อยเป็นด้วยซ้ำ

แต่สาเหตุเดียวที่ทำให้ฉันมักไปสถิตอยู่ข้างสนามบาส ก็คือ พี่เป้ ผู้หญิงคนที่มายืนตรงหน้าฉันวันนี้

 

อันที่จริงฉันก็ไม่เคยนั่งทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ฉันมี

คุณเคยมีไหม ช่วงเวลาตอนเด็กๆ ที่ผ่านไป โดยที่คุณไม่ได้ใส่ใจกับมันสักเท่าไร

ฉันรู้แต่ว่าไม่ได้คิดกับพี่เป้อย่างแฟน ถ้าจะเปรียบเทียบคงเป็นเหมือนที่วัยรุ่นสมัยนี้เขาเป็นกัน

ที่เรียกว่า fan club อะไรทำนองนั้นมากกว่า

แล้ว fan club อย่างฉัน คงจะต้องเป็นแบบ VIP เสียด้วย

เพราะฉันมีรูปถ่ายของพี่เป้สะสมไว้อยู่ไม่ต่ำกว่า 30 ใบ

ซึ่งถูกเก็บใส่กล่องไว้เป็นอย่างดี พ้นจากสายตาแม่ แต่กล่องนั่นดันมาหายตอนเราย้ายบ้าน

 

แล้วก็คงตลกไม่หยอกถ้าเขาจะคิดกับฉันแบบนั้น

เพราะพี่เป้มีรุ่นน้องน่ารักจิ้มลิ้มตั้งหลายคนมาขอสมัครเป็น พี่สาวน้องสาวไม่เว้นแต่ละวัน

อีกอย่าง ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีกว่าๆ นั้น

ฉันมองตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงเรียบๆ คนหนึ่ง ติดจะเฟอะฟะ หน้ากลมๆ ขี้อายแล้วก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร

เขาก็คงเห็นฉันเป็นรุ่นน้องคนหนึ่ง เด็กกะโปโล ใส่แว่น ที่นั่งเรียนหน้าห้องศิลป์ฝรั่งเศส

วันๆ มัวแต่ท่องแว้บ คอยตอบคำถามครู ทำการบ้านส่งตรงเวลา

ในขณะที่ แท้จริงแล้วเด็กกะโปโลคนนี้ ที่ตั้งอกตั้งใจเรียนก็เพราะแค่อยากจะเอ็นทรานส์ติด

พ่อแม่จะได้ไม่ต้องเปลืองสตางค์ไปกับค่าเทอมมหาลัยเอกชนแพงหูฉีก

 

ตะกี้สั่งอะไรนะ สั่งมาอีกสิ เดี๋ยวพี่จ่ายเองพี่เป้พูดด้วยยิ้มที่มีรอยบุ๋มตรงแก้ม

นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันละสายตาจากเขาไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมนัก

พี่เป้ตัวหนากว่าเดิมนิดหน่อย แต่นั่นก็ทำให้เขาดูเท่ห์ไม่หยอก

ไม่ต้องก็ได้พี่ ไม่เป็นไรจริงๆฉันขอแสดงท่าทางขัดขืนไปตามมารยาท

ทั้งที่ ใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องไส้กรอกอะไรนั่น

แต่ใจกลับล่องลอยไปกับสิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้า เหมือนลูกโป่งที่หลุดลอยขึ้นฟ้าไปอย่างไร้จุดหมาย

ฉันกำลังรู้สึกอะไรกันแน่

ขณะที่พนักงานกำลังอุ่นชีสไบท์ใหม่ให้อยู่นั้น

เป็นไงบ้างเป็นคำถามที่เราสองคนเอ่ยออกมาพร้อมกัน ต่างฝ่ายต่างหัวเราะเบาๆ

พี่เป้ผายมือมาทางฉัน เอียงคอไปทางขวาเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ฉันเล่าก่อน

ฉันเงยหน้าขึ้น พยายามจะสบสายตาเขาให้ได้ ทั้งที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าว

ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่สังเกตว่าหน้าฉันแดงขนาดไหน

ก็เรื่อยๆ ค่ะ เป็นเลขาบริษัทประกันมาได้สักปีแล้วฉันหยุดแนะนำตัวเองอยู่แค่นั้น พร้อมกับยิ้มแห้งๆ

เพราะนึกถึงอะไรที่น่าสนใจกว่านั้นไม่ได้จริงๆ

แล้วพี่เป้ล่ะ ทำอะไรอยู่

เสียงโทรศัพท์มือถือพี่เป้ดังขึ้น โทษนะ โทษนะเขาหันไปคุยกับคนในโทรศัพท์

ไส้กรอกอุ่นเสร็จพอดี พี่เป้คว้าแยมโรลส้มมา 1 แพ้ค

ควักเศษสตางค์จ่ายเงินให้ ทั้งที่ยังมีโทรศัพท์แนบอยู่ที่หู

พี่เป้ยื่นถุงพลาสติกใบนั้นให้ฉัน พร้อมกับบอกลาโทรศัพท์สายนั้น

อ่ะ ข้าวเย็นของข้าวนะเขาทำฉันหน้าแดงอีกครั้ง

พี่เป้ ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าเป็นไงบ้าง

พี่ทำงานกองบรรณาธิการหนังสือสารคดี The Mother Earth เปิดตัวได้มา 6 เดือนแล้ว

ฉันทำหน้าตาสนใจไปกับสิ่งที่เขาเล่า ...พนักงานไม่ถึง 20 คน ยังขาดนักแปลฝีมือดี ขาดทุนเป็นหลักแสน

อะไรก็ช่างเถอะ ใจฉันกระโดดไปที่คำถามสำคัญของบทสนทนา และฉันจะไม่ปล่อยให้เขาหลุดมือไปอีกครั้ง

ขอเบอร์หน่อยสิฉันถามออกไปอย่างซื่อๆ พี่เป้ยิ้มโชว์ฟันสวยที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อย ผลจากการดัดฝัน

ในที่สุด เราแลกเบอร์กัน มือฉันสั่นเล็กน้อย

 

เราจะลงสถานีถัดกัน ฉันรีบคว้าโอกาสนี้คุยกับเขาไปตลอดทาง

นี่เหมือนเป็นการระลึกความหลัง 

ในวันเก่าๆ วันที่เรายังใส่กระโปรงนักเรียนสีน้ำเงิน สะพายกระเป๋าหนักอึ้ง

โหนรถเมล์เพื่อกลับบ้านที่อยู่บนถนนสายเดียวกัน

พ่อของพี่เป้เคยทำงานที่เดียวกับแม่ของฉัน และก็ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิการลูกสาวคนเดียวของแม่นั่นแหละ

แม่ก็เลยไปฝากฝังให้เราสองคนขึ้นรถเมล์กลับบ้านด้วยกันทุกวัน

พี่เป้ตัวใหญ่กว่าฉัน และฉันก็รู้สึกอบอุ่นไม่น้อยที่มีเขาร่วมทางด้วย พวกโรคจิตมักจะมองหาเหยื่อที่มาคนเดียวมากกว่า

 ฝากสวัสดีลุงโอกับป้าต๋อย ด้วยนะ สบายดีใช่ไหมพี่เป้พูด

นี่คงเป็นเหมือนคำพูดบอกลาสำหรับเราในวันนี้

 

แม้ว่าวันนี้เราจะไม่ได้ก้าวลงมาจากรถเมล์อย่างเคย แต่กลับกลายเป็นรถไฟฟ้า

และแม้วันเวลาที่ล่วงเลยไปจะพัดพาเราทั้งสองคนไปคนละเส้นทาง

แต่น่าแปลกอยู่ไม่ใช่หรือ ที่อะไรบางอย่างทำให้เราได้เจอกันในวันนี้

ฉันส่งรอยยิ้มให้พี่เป้พร้อมโบกมือลาก่อนจะลงสถานีหน้า

อะไรบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด สโลแกนหลอกๆ รักตัวเอง ดูแลตัวเองและ

ความทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นภายในสามปีอันแสนโดดเดี่ยวดูจะมลายไปอย่างง่ายดาย

พร้อมกับคำพูดเรียบๆ แต่จริงใจของพี่เป้ แล้วจะโทรหานะ

The End

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หายไปนานตามมาอ่านค่ะconfused smile

#1 By (^_^)/nana on 2008-08-30 14:20

รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้big smile

#2 By V@R on 2008-08-30 14:21

ยินดีต้อนรับนักเขียนใหม่ เขียนมาอีกนะ มาช้าดีกว่าไม่มาเลย

#3 By Jessi (118.175.207.40) on 2008-09-05 19:52

กำลังคิดอยู่ว่า บรรเจิด แสนจรัส นี่ใครหว่า เฮาฮู้จักก่อนิ

#4 By Janjao (117.20.173.86) on 2008-09-05 22:45