ปรารถนาจากรักที่ด้านชา

By Jessi Cotterill

**“โศกนาฎกรรมแห่งรักมิใช่ความตายหรือการพลัดพราก แต่คือความเย็นชา

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้รับสัมผัสจากคนรัก ... คนรักหรือ? มันหมายความว่ายังไงกัน? ฉันบอกได้เต็มปากว่าฉันรักเขา แต่เขาสิ ฉันไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเขารู้สึกรู้สาอะไรกับฉันรึเปล่า ดวงตาที่เลื่อนลอยเมื่อฉันสัมผัส อาจจะหันมาสบตาบ้าง แต่ก็เท่านั้น เลื่อนลอย เย็นชา นี่ฉันสมควรแล้วหรือที่จะได้รับการตอบแทนเยี่ยงนี้

สี่ปีที่แล้ว เขากับฉัน พบกัน จีบกัน รักกัน เป็นแฟนกัน ง่าย ๆ ตามสูตรเช่นนั้นแหละ ตอนนั้นเราทั้งคู่ต่างเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยเป็นปีแรก แรงปรารถนาของหนุ่มสาวพลุ่งพล่าน ไม่มีใครห้ามความสัมพันธ์ของเราเพราะเราเป็นเด็กดีทั้งคู่ เรียนดี กลับบ้านตรงเวลา พ่อแม่ของทั้งฉ้ันและเขารับรู้ความเป็นไปของเรา เสาร์อาทิตย์เขามาคลุกอยู่ที่บ้านฉัน
อ่านหนังสือ ทำการบ้านด้วยกัน ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพ่อแม่
อืม...แต่ก็ไม่ทุกอย่างไปซะหมดหรอก ใคร ๆ ก็รู้ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีเวลาว่างถมเถ ใช่ว่าจะเรียนเต็มวันเหมือนตอนอยู่มัธยมซะหน่อย บ่ายวันพุธเป็นเวลากิจกรรม
ไม่มีการเรียนการสอน เราก็เลือกชมรมที่จะโดดง่ายที่สุดสิ
แต่อย่าให้ฉันบอกตรงนี้เลยว่าชมรมอะไร เพราะเดี๋ยวชมรมอื่น ๆ จะเงียบเหงา

เรามีเพื่อนมาจากต่างจังหวัดหลายคน พวกนี้เช่าหออยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยทั้งนั้น
แน่นอนว่าเรายืมหอของพวกมัน เวียนสลับกันไปทุกบ่ายวันพุธ
จะยืมหอจากคนเดียวกันทุกอาทิตย์ก็เกรงใจน่ะ แต่เราก็คิดว่าดีไปอย่าง
ได้เปลี่ยนบรรยากาศ บางคนก็พักอยู่บนคอนโดสูง ๆ เห็นวิวดอย
แต่บางคนก็พักอยู่หอเล็ก ๆ ถูก ๆ ห้องติด ๆ กันซะจนแค่ไอก็ได้ยินไปถึงข้างห้อง
แต่ฉันไม่สนใจหรอก ก็ในเมื่อเรารักกัน แรงปรารถนาของเราก็ยิ่งเร่าร้อน ยิ่งฉันครวญครางราวกับเจ็บปวดสาหัสมากแค่ไหน เขาก็ยิ่งชอบ ยิ่งเขาชอบ เขาก็จะกระแทกกระทั้นทำให้ฉันพอใจมากขึ้นเท่านั้น
เราไม่สนใจคนข้างห้องหรอก ก็บอกแล้วว่าเรารักกัน

เราเป็นกันอยู่อย่างนั้นตั้งสามปี ไม่เคยเบื่อกันเลย แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วคืน พุธนั้นเราใช้เวลาเนิ่นนานไปหน่อย ก็เพื่อนที่เรายืมหอวันพุธนั้นมันกลับบ้านยาวเพราะยายมันตาย พอไม่มีใครมาทวงหอเราก็เลยเพลิน ออกจากหอมาเกือบสามทุ่ม หอนี้มันอยู่ในซอยลึกถัดจากวัดเข้าไป
จริง ๆ แล้วเวลาสามทุ่มมันก็ไม่ดึกมากนัก แต่ว่าซอยมันเปลี่ยว ฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์แฟนออกมายังไม่ทันถึงกำแพงวัดดี
ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์ร่วมสิบคันพุ่งตรงมาในเลนของเรา และชั่วพริบตาเท่านั้น
เราทั้งสองก็ลงไปกองอยู่บนพื้นถนน เสียงมอเตอร์ไซด์ร่วมสิบคันยังคงดังก้องอยู่
เสียงของแข็งกระทบร่างกายดังตุบตับ เสียงกรีดร้องอันโหดหวน
แสงไฟสีแดงวิบวับสลัว เสียงมอเตอร์ไซด์แว่วหายลับไป
และทุกอย่างก็พลันเงียบสงัดดุจคืนไร้จันทร์บนยอดเขาที่มืดมิด

**unknown source

next 

Comment

Comment:

Tweet

อ๊ะ? ใส่หมวกกันน๊อครึเปล่า

#2 By nyanta on 2008-09-18 16:25

เกิดอะไรขึ้นนน

#1 By (^_^)/nana on 2008-09-12 11:19